ทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยว นาข้าวทั่วประเทศไม่ได้เหลือเพียงเมล็ดข้าวที่เข้าสู่ตลาด แต่ยังมี ตอซังและฟางข้าว” มากกว่า 42 ล้านตันตกค้างอยู่ในพื้นที่เกษตร และส่วนหนึ่งถูกกำจัดด้วยการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกรอบใหม่ กลายเป็นปัญหาฝุ่น PM2.5 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นซ้ำในทุกฤดูกาล

แต่ปัญหาที่ดูเหมือนเป็นภาระ กำลังถูกมองใหม่ เมื่อสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (ARDA) นำงานวิจัยเข้ามาเปลี่ยน ฟางข้าว” ให้เป็นทรัพยากรที่สร้างมูลค่า ตั้งแต่การจัดการในแปลงนาไปจนถึงการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับภาคอุตสาหกรรม

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร หรือ ARDA  บอกว่า  โครงการวิจัยที่ดำเนินการร่วมกับกรมการข้าว นำเทคโนโลยีการจัดการตอซังและฟางข้าวแบบไม่เผา รวมถึงเครื่องผลิตชีวมวลอัดเม็ดแบบเคลื่อนที่เข้ามาใช้ในพื้นที่นำร่องจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการลดการเผา แต่ยังสะท้อนผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

เกษตรกร 92 ราย สามารถลดพื้นที่เผาได้รวม 2,091 ไร่ ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตลดลง 20-32% หรือประมาณ 1,114-1,968 บาทต่อไร่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 19-24% หรือ 190-250 กิโลกรัมต่อไร่ และทำให้รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 35-49% หรือประมาณ 2,424-3,471 บาทต่อไร่

จุดสำคัญของแนวทางนี้คือการไม่ได้ใช้วิธี ห้ามเผา” เพียงอย่างเดียว แต่พยายามสร้างทางเลือกให้เกษตรกรเห็นว่าการไม่เผาสามารถสร้างผลตอบแทนได้

หนึ่งในเทคโนโลยีที่นำมาใช้คือจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายฟางโดยไม่ต้องเผา สามารถเร่งการย่อยสลายตอซังภายใน 5-7 วัน ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและลดต้นทุนการจัดการแปลง อีกส่วนคือเครื่องผลิตชีวมวลอัดเม็ดแบบเคลื่อนที่ ซึ่งสามารถเข้าไปแปรรูปฟางในพื้นที่เกษตร ลดปัญหาค่าขนส่งและการรวบรวมวัสดุที่มีปริมาตรมาก

ผลการดำเนินงานพบว่า เครื่องจักรสามารถแปรรูปฟางได้ประมาณ 45.31 ตันต่อวัน มีต้นทุนการแปรรูปประมาณ 1,116.83 บาทต่อตัน ขณะที่ชีวมวลอัดเม็ดจำหน่ายได้เฉลี่ย 2,700 บาทต่อตัน ทำให้มีผลตอบแทนสุทธิประมาณ 1,583 บาทต่อตัน และคาดว่าจะคืนทุนภายใน 3 ปี

ปัจจุบันโครงการผลิตชีวมวลอัดเม็ดแล้วกว่า 1,359 ตัน สร้างมูลค่าประมาณ 3.67 ล้านบาท พร้อมเชื่อมโยงตลาดไปยังภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีความต้องการใช้ชีวมวลในปริมาณมาก

ในมิติสิ่งแวดล้อม ชีวมวลอัดเม็ด 1 ตัน สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากผลผลิตที่เกิดขึ้นแล้วจึงประเมินว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2,038.73 tCO₂e และหากขยายกำลังผลิตได้ตามเป้าหมาย 40,000 ตันภายใน 2 ปี จะมีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมมากกว่า 60,000 tCO₂e

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีหรือเครื่องจักร แต่คือการทำให้เกิด ตลาดฟาง” อย่างต่อเนื่อง เพราะหากเกษตรกรมีช่องทางขายและมีผู้รับซื้อแน่นอน ฟางจะเปลี่ยนจากของเหลือทิ้งเป็นรายได้ และแรงจูงใจในการเผาก็จะลดลงตามกลไกเศรษฐกิจ

ARDA ตั้งเป้าขยายผลไปยัง 4 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ 2,000 ไร่ ผลิตชีวมวลอัดเม็ด 2,000 ตันต่อปี และสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรและชุมชนไม่น้อยกว่า 5.4 ล้านบาทต่อปี

บทเรียนจากโครงการจึงชัดเจนว่า การแก้ปัญหาการเผาในภาคเกษตรอาจไม่สามารถพึ่งการรณรงค์หรือมาตรการควบคุมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง มูลค่า” ให้กับวัสดุเหลือใช้ หากฟางทุกตันมีราคา มีตลาด และมีระบบรวบรวมที่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่เคยถูกเผาทิ้งก็สามารถกลายเป็นทั้งรายได้ของชาวนา วัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม และพลังงานสะอาดของประเทศได้พร้อมกัน