จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการหรือลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ฉบับใหม่ เพื่อขยายความคุ้มครองให้ลูกจ้างเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 เพิ่มเติม ทั้งลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์, แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และผู้ค้าแผงลอย โดยได้มีหน่วยงานเศรษฐกิจแสดงความเห็นและขอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพอย่างรอบคอบ

  • กระทรวงการคลัง เห็นว่า การบังคับใช้ร่างพระราชกฤษฎีกาฯ จะส่งผลให้รัฐบาล นายจ้างและลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวมีภาระทางการเงินจากการจ่ายเงินสมทบในส่วนนี้ โดยนายจ้างมีภาระในการขึ้นทะเบียน และต้องดำเนินการนำส่งเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมทุกเดือน 

กระทรวงแรงงาน จึงควรพิจารณาถึงผลกระทบในภาพรวมของประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสวัสดิการแรงงาน พร้อมทั้งการบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกในการส่งเงินสมทบสำหรับนายจ้างกลุ่มดังกล่าวที่มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทของลูกจ้างและนายจ้างกลุ่มดังกล่าว

ขณะเดียวกันเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการตรากฎหมาย การออกกฎ หรือการดำเนินการใด ๆ ของรัฐที่มีผลผูกพันทรัพย์สินหรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งต้องพิจารณาความคุ้มค่า ต้นทุน และผลประโยชน์ เสถียรภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความยั่งยืนทางการคลังของรัฐด้วย

  • สำนักงบประมาณ เสนอว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญภาวะค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจชะลอตัว และวิกฤติพลังงาน จากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบกับแรงงานกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีรายได้น้อยและมีรายได้ไม่แน่นอน รวมทั้งกลุ่มแรงงานต่างด้าว การกำหนดการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม 

จึงอาจเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายต่อทั้งลูกจ้างและนายจ้างรายย่อยในช่วงที่ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจนำไปสู่การเลิกจ้างงาน ลดจำนวนวันทำงาน และการหลีกเลี่ยงการจ้างงานในระบบ และอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชน 

ดังนั้น หากกระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการดังกล่าว ก็ควรคำนึงถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและทบทวนกระบวนการขั้นตอนให้มีความรอบคอบและรัดกุม เพื่อไม่ให้เป็นภาระของผู้ประกันตน นายจ้าง และงบประมาณของรัฐในอนาคต รวมทั้งสร้างการรับรู้แก่แรงงานกลุ่มเป้าหมายในการเข้าสู่ระบบประกันสังคม 

พร้อมทั้งพิจารณาตามความสมัครใจของแรงงานผู้ที่ต้องการจะได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับวางแผนการดำเนินการทางการเงินของกองทุนประกันสังคมทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยคำนึงถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อสภาพคล่องและเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคม รวมถึงภาระการเงินการคลังที่อาจเกิดขึ้นแก่รัฐในอนาคต

  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอว่า สำนักงานประกันสังคมควรเร่งออกแบบกระบวนการขึ้นทะเบียนนายจ้าง และอำนวยความสะดวกในการแจ้งการจ้างงาน การคำนวณเงินสมทบ และการเชื่อมโยงข้อมูลเงินเดือนกับระบบประกันสังคม เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ มีสาระสำคัญเป็นการขยายความคุ้มครองให้ลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ได้แก่ 1.ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ 2.ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา อาทิ แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และ 3.ลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบการค้าแผงลอย

ทั้งนี้ในการขยายความคุ้มครองดังกล่าว หมายถึง ลูกจ้างกลุ่มที่เดิมถูกยกเว้นจะมีโอกาสเข้าสู่ระบบประกันสังคมและได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่เจ็บป่วย มะเร็ง คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และว่างงาน ช่วยเพิ่มหลักประกันให้คนทำงานและครอบครัวในช่วงที่เกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยจนกระทบต่อการทำงานและรายได้ รวมถึงมีหลักประกันเมื่อว่างงานและเข้าสู่วัยชรา

สำหรับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การขยายความคุ้มครองครั้งนี้จะทำให้จำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 และเมื่อถึงปี 2573 คาดว่าจะมีผู้ประกันตนรวมแล้วกว่า 1.05 ล้านคน เป็นการขยายหลักประกันทางสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานที่เคยอยู่นอกระบบมากขึ้น และช่วยให้คนทำงานกลุ่มนี้มีหลักประกันรองรับความเสี่ยงสำคัญในชีวิตมากกว่าเดิม