สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น ทะเลสาบอเมริกา เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อแคนาดา ท่ามกลางสงครามการค้า


อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่อาจสร้างผลบวกทางการเมืองให้กับทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย. นี้ เนื่องจากชาวอเมริกันมีแนวโน้มมองว่า ผู้นำสหรัฐให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กน้อย มากกว่าปัญหาที่กระทบชีวิตประจำวัน เช่น ราคาสินค้าที่ยังอยู่ในระดับสูง


การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้คล้ายกับการที่ทรัมป์เปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวอเมริกา” เมื่อเริ่มดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง เมื่อปี 2568 ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นพบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย


ทั้งนี้ผลสำรวจของอิปซอสในช่วงนั้นพบว่า ชาวอเมริกัน 70% คัดค้านการเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโก ขณะที่มีเพียง 25% สนับสนุน และผลสำรวจของโรงเรียนกฎหมายมาร์แกตต์พบสัดส่วนคัดค้าน 71% ต่อ 29%


ที่สำคัญ การเปลี่ยนชื่ออ่าวอเมริกา ยังได้รับคะแนนนิยมต่ำกว่ามาตรการและการตัดสินใจอื่น ๆ ของทรัมป์หลายเรื่อง รวมถึงการอภัยโทษให้ผู้ต้องหาคดีจลาจลที่อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2564


ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดยังสะท้อนว่า ชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับความพยายามของทรัมป์ ในการเปลี่ยนชื่อสถานที่และสถาบันต่าง ๆ รวมถึงแนวคิดเพิ่มชื่อศูนย์เคนเนดีในกรุงวอชิงตัน ให้มีชื่อของทรัมป์ด้วย


นักวิเคราะห์มองว่า การเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโออาจได้รับเสียงต่อต้านมากกว่าการเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโก เนื่องจากชาวอเมริกันส่วนใหญ่มีทัศนคติที่เป็นมิตรต่อแคนาดามากกว่าเม็กซิโก


นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ชาวอเมริกันมากกว่า 60% ไม่เห็นด้วยกับมาตรการขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดา และ 75% คัดค้านแนวคิดของทรัมป์ที่ต้องการให้แคนาดาเข้าเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ


ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนชื่อทะเลสาบครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่ชาวอเมริกันจำนวนมากมองว่า รัฐบาลทรัมป์ละเลยประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพ ขณะที่สงครามกับอิหร่านและสงครามการค้ากับแคนาดาอาจยิ่งผลักดันราคาพลังงานและสินค้าให้สูงขึ้น


ทว่าทรัมป์กล่าวว่า เขาอาจยังไม่หยุดเปลี่ยนชื่อแหล่งน้ำระหว่างประเทศ โดยกล่าวว่า หลังจากเปลี่ยนชื่ออ่าวและทะเลสาบแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือมหาสมุทร พร้อมเปรยว่าอาจเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิก หรืออาจเปลี่ยนชื่อทั้งสองแห่งก็ได้.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS