เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 69 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นายชนธัฐ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมรับฟังความคิดเห็น ต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในการประชุมเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ว่า นายกฯ มีความห่วงใย จึงจัดให้มีเวทีรับฟังความเห็น ซึ่งข้อเสนอต่างๆ เป็นเรื่องยาเสพติด การมีส่วนร่วม โครงการพัฒนา ข้อเสนอมาตรการพิเศษ ทางด้านเศรษฐกิจ รวมถึงการเยียวยา ที่นายกฯ ได้หยิบเอกสารด้วยตัวเอง ทั้งหมดนี้ถือเป็นการคิกออฟว่า รัฐบาลสนใจรับฟังปัญหาประชาชน และจะนำไปร่วมกันพิจารณา

เพื่อปลดล็อกปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถเดินต่อไปได้ เพราะมีการสั่งการต่ออีก 5 จังหวัด ตั้งแต่สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส สั่งการเอาไว้ว่าพื้นที่ที่เดือดร้อนที่สุด เราต้องไปให้ถึงเพื่อให้ประชาชนมีความไว้วางใจ และเล่าปัญหาให้ฟัง ซึ่งรัฐบาลพร้อมขับเคลื่อน ส่วนหนึ่งของข้อสั่งการ อยากให้รัฐบาลและส่วนราชการ คือจะทำอย่างไรให้ประชาชนในพื้นที่ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลไก การปกป้องดูแลชุมชน เหตุจะเกิดประชาชนต้องมีส่วนรู้เห็น ในการแจ้งข้อมูลข่าวสาร และการป้องกันพื้นที่ตัวเอง ซึ่งนายกฯ ยินดีพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจทุกเรื่อง รวมถึงการรักษาความปลอดภัย ความมั่นคง เป็นเรื่องสำคัญก่อน และไม่มีใครรู้ดีกว่า ประชาชนในพื้นที่ 

ส่วนโครงการหลักที่เสนอและนายกฯ เห็นด้วยนั้น นายชนธัฐ กล่าวว่า 1.การปรับเยียวยาให้ความช่วยเหลือ โดยกระบวนการติดตามอาจจะยังไม่มี ซึ่ง ศอ.บต. ได้เตรียมการไว้แล้ว ในการปรับปรุงร่างระเบียบเยียวยาใหม่ ที่จะเน้นการดูแลรักษาต่อเนื่อง จนกว่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว 2.ปัญหายาเสพติด ที่ทุกหมู่บ้านและชุมชนมีการระบาดสูง ทั้งยาบ้า ยาตามธรรมชาติ กระท่อม กัญชา ก็ให้ความสำคัญมาก จึงอยากให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่ใช้หลักการศาสนาเข้าไปช่วยเหลือ 3.การศึกษาที่มีแนวคิดสนับสนุน การจัดการการศึกษาที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทั้งโรงเรียนเอกชนสองศาสนา โรงเรียนตาดีกา โรงเรียนปอเนาะ อยากให้ช่วยพัฒนาระบบโรงเรียนเหล่านี้ให้เทียบชั้น และทำให้นักเรียนทุกคน เข้าสู่ระบบการศึกษา และระบบอาชีพ 

นายชนธัฐ กล่าวอีกว่า ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ภาคเอกชนรอคอย การขยายซอฟต์โลน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลพิจารณาปีต่อปี อาจมีการยืดอายุมากขึ้น เช่น 5 ปี เพื่อให้เอกชนมีการลงทุน และกล้าตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ส่วนโครงการเมกะโปรเจกต์สนามบินเบตง ท่าเรือปัตตานี นายกฯให้ความสำคัญ และจะขับเคลื่อนทุกโครงการ เพียงแต่ขอประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันดูแลความรักษาความปลอดภัยให้พื้นที่ เมื่อเหตุการณ์ดีขึ้น ภาคเอกชนจะลงทุน และรัฐบาลประชาชน สนับสนุนเมกะโปรเจกต์ทุกโครงการ 

เมื่อถามอีกว่า กรณีที่มีเหตุการณ์ความสงบในพื้นที่ ทำให้นักท่องเที่ยวมาเลเซีย ยกเลิกการมาเที่ยวในประเทศไทยจะมีการสร้างมาตรการสร้างความเชื่อมั่นหรือไม่ นายชนธัฐ กล่าวว่า มาตรการดูแล 2 ส่วน การที่มาเลเซีย จะทำพื้นที่ปลอดภัย แม้จะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่นักท่องเที่ยวยังมีเข้ามา และหากบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 3-4 วันนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวก็กลับเข้ามา ขณะที่นักท่องเที่ยวไทย มีการหารือกับรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ว่าจะขอมีการใช้คนละครึ่งพลัส สำหรับคนไทยที่มาในที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

เมื่อถามว่า หาดใหญ่ได้รับผลกระทบอุทกภัย มีโครงการอะไรพิเศษหรือไม่ นายชนธัฐ กล่าวว่า ทราบจากเอกชน มีข้อเรียกร้องว่าอยากให้รัฐบาลจัดซอฟต์โลน ที่จะช่วยนักธุรกิจในพื้นที่ กู้ได้โดยปลดดอกเบี้ย แต่ยังติดข้อจำกัดการติดแบล็คลิสต์ ซึ่งหารือกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ว่าประกาศตรวจปลดล็อกจุดนี้ เพียงแค่งบประมาณจากเงินกู้ ให้เขาขยายกิจการ เชื่อว่าศักยภาพของผู้ประกอบการจะไปได้ไกล  

เมื่อถามว่า ในพื้นที่ อ.จะนะ มีการสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปแล้ว และมีการเสนอหลายโครงการจะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับทุกภาคส่วน นายชนธัฐ กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่ อ.จะนะ จั.สงขลา หน่วยงานราชการ และรัฐบาลยืนยันว่า เรามีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) แล้ว ใช้งบประมาณถึง 28 ล้านบาท ใช้เวลา 4 ปีกว่า ในการจัดการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่นำประชาชน และทุกภาคส่วนร่วมกันเกือบ 10,000 คน ดังนั้น แนวทางหลักในการพัฒนาสิ่งที่ SEA กำหนดเอาไว้คือพื้นที่สงขลา ไม่ได้เป็นห้ามเรื่องการพัฒนา ยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องสอดคล้องกับสิ่งที่มี ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเกษตร อาหารฮาลาล อุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ประชาชน