เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 69 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.สงขลา ครั้งที่ 1/2569 ว่า ครม.กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือควิกวิน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปดำเนินการอย่างเต็มที่ทันที ครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
นายกฯ กล่าวต่อว่า ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ด้วยตัวเองทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) เป็นผู้นำ และผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เช่น กระทรวงการคลังที่ให้พิจารณาด้านการเงินและภาษี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจซอฟต์โลน บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม รวมถึงกระทรวงคมนาคม ให้ขุดลอก และบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานี และร่องน้ำสงขลา เป้าหมายของรัฐบาลคือต้องการให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปกับเศรษฐกิจของภูมิภาค
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการประกอบอาชีพ โดยรัฐบาลมอบหมายให้ออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 วงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท และจะได้หารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครอง และดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ
ส่วนด้านความมั่นคง รัฐบาลจะเดินหน้าควบคู่กับการพัฒนา หัวใจสำคัญคือรัฐต้องทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกกับประชาชน ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงเอไอมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ในการรักษาความปลอดภัย และการบริหารจัดการจุดผ่านแดน
นายกฯ กล่าวต่อว่า ด้านการป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทำการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ ของเทศบาลนครหาดใหญ่ และเทศบาลเมืองควนรัง จ.สงขลา นอกจากนี้รัฐบาลเห็นชอบการดำเนินการปรับปรุงโครงการแก้มลิงคลองเรียนอีกด้วย ที่สำคัญได้เห็นชอบหลักการ ให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยา ไปสู่ระบบการประกันภัยแบบครัวเรือน แนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่า และมากกว่าระบบเดิม เมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีเป้าหมายครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้
นายกฯ กล่าวต่อว่า นอกจากมาตรการเร่งด่วนดังกล่าว รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว ครม.ได้อนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่ง ในรูปแบบของรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงิน 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งระยะระยะที่ 2 มีเส้นทางภาคใต้ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ นอกจากนี้ได้ขอให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาเร่งศึกษา ในการเชื่อมต่อจากชุมทางหาดใหญ่ ไปยัง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เป็นสักขีพยานในการเร่งดำเนินการระหว่างกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และผู้รับจ้าง ทำให้ภาคใต้ของประเทศไทย จะมีสะพานเชื่อมแผ่นดินใหญ่ ที่จังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาน้อย และลันตาใหญ่
“การมาประชุม ครม.ที่ภาคใต้ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของประชาชน เข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง เราไม่ได้รับฟังแล้วจบ แต่ต้องรับฟังแล้วลงมือทำ ซึ่ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีศักยภาพเป็นอย่างมาก ผมและครม.พร้อมรับฟังสนับสนุน และทำงานกับทุกภาคส่วน อย่างเต็มกำลังความสามารถ เราจะเดินหน้าพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างโอกาส สร้างความมั่นคง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน วันนี้เป็นการประชุม ครม.นอกสถานที่ครั้งแรกของรัฐบาลนี้ ได้เห็นการขับเคลื่อนต่างๆ ที่เป็นไปในเชิงบวกอย่างมากมาย งบประมาณ 2570 ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ ที่ทดแทนคนที่เกษียณอายุราชการ และผู้ที่ได้รับการกำหนดให้มาดำรงตำแหน่งใหม่ ได้มาพบปะกัน ไม่มีการปกปิดอะไรกัน เพื่อที่การทำงานจะไม่เกิดช่องว่าง เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องไร้อุปสรรค” นายกฯ กล่าว
นายกฯ ยังกล่าวถึงโครงการประกันภัยถ้วนหน้าว่า ให้การคุ้มครองประชาชน ประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยคุ้มครองภัย 3 แบบ คืออุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัยวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อไป และคุ้มครองชีวิต กรณีเสียชีวิตจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้น สามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วันโดยภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ถ้าเทียบแล้วน้อยกว่าจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายเรื่องของการเยียวยา ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าตั้งศูนย์พักพิง ถือว่าเป็นการประกันความเสี่ยง ถ้าไม่เกิดพายุเลย ก็ถือว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า ไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ ทั้งนี้ วงเงินที่คุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้ 45,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าเป็นไปตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง คำนวณมาเบื้องต้น เราจะใช้จ่ายเงินที่น้อยลง แต่การคุ้มครองประชาชนจะเป็นจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า



