เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ก.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Offer to the World” ภายในงาน The Bangkok Business Summit 2026 ตอนหนึ่งว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ซึ่งประเทศไทยมองว่าความท้าทายเหล่านี้คือโอกาสในการสร้างประเทศที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นกว่าเดิม โดยรัฐบาลมุ่งเน้นยุทธศาสตร์การลงทุนที่สำคัญ ดังนี้ 1.การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงและเอไอโดยไทยจะไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี (User) แต่ต้องเป็นฐานการสร้างองค์ความรู้และทักษะ โดยเน้นการลงทุนที่เสริมพลังให้แรงงานและ SME ไทยสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อแข่งขันได้ในระดับสากล  2.เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition): รัฐบาลมองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นแหล่งเงินทุนและการเติบโตใหม่ โดยจะดึงดูด Climate Finance จากทั่วโลกเข้าสู่โครงการพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ 

นายกฯ กล่าวต่อว่า 3.เศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy): พลิกความท้าทายของสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางการตลาดใหม่ในด้านการแพทย์ทางเลือก (Wellness), การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเทคโนโลยีที่สนับสนุนการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีสิ่งที่พร้อมเสนอให้นักลงทุน (Thailand’s Offer) โดยประเทศไทยไม่ใช่แค่ชัยภูมิที่เป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเท่านั้น แต่ไทยมีความลึกทางอุตสาหกรรม ที่นักลงทุนไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ 

“บริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทยจะพบกับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่จัดตั้งไว้แล้วอย่างเข้มแข็ง ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และการแพทย์ พร้อมด้วยแรงงานที่มีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ท้องถิ่น และเครือข่ายดิจิทัลที่ครบวงจร ขณะที่อีกหนึ่งจุดขายสำคัญของประเทศไทยคือการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมที่เคยแยกส่วนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การรวมการผลิตขั้นสูงเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล, เกษตรกรรมกับเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech), และพลังงานสะอาดที่สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Infrastructure” นายอนุทิน กล่าว 

นายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า เพื่อให้ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่ทำธุรกิจได้ง่ายและคาดการณ์ได้ ประเทศไทยได้มีการทบทวนกฎระเบียบและข้อบังคับกว่า 7,000 ฉบับ ที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ โดยกระบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลให้เป็นสากล ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติในระยะยาว  อย่างไรก็ตาม แนวคิดการลงทุนคุณภาพที่รัฐบาลต้องการ คือการลงทุนที่เข้ามาพัฒนาซัพพลายเออร์ในท้องถิ่น ฝึกอบรมบุคลากรไทย และสร้างองค์ความรู้ใหม่ในประเทศ

“ข้อความของผมถึงนักลงทุนนานาชาติคือ ประเทศไทยพร้อมจะเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดขายสินค้า แต่เราจะเป็นพันธมิตรในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อย่าเพียงแค่มาลงทุนสร้างในประเทศไทย แต่จงมาร่วมสร้างไปพร้อมกับประเทศไทย” นายอนุทิน กล่าว.