“ดาต้าเซ็นเตอร์” ในอดีตเป็นการจัดเก็บข้อมูลของบริษัทตัวเอง แต่เมื่อเทคโนโลยีขยายตัวมากขึ้น มีข้อมูลเป็นจำนวนมากจึงไม่เพียงพอ ทำให้ธุรกิจการให้บริการในรูปแบบดาต้าเซ็นเตอร์จึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่งผู้ให้บริการสร้างตึกขึ้นมาโดยเฉพาะ หรือผู้ให้บริการบางรายก็จะอยู่ในอาคารออฟฟิศ
จากข้อมูลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) พบว่า ปัจจุบันในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 30-40 แห่ง โดยมีทั้งระบบภายในของบริษัทหรือระบบคลาวด์ทั่วไปที่เปิดให้บริการมานานแล้ว แต่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในลักษณะ Stand Alone ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์แก่หน่วยงานอื่นนั้น มีการยื่นขออนุญาตต่อ กทม. ในช่วงปี 2564-2565 รวม 6 แห่ง ได้รับอนุญาตแล้ว 3 แห่ง (ช่วงปี 2565-2566) ส่วนอีก 3 แห่ง ได้สั่งชะลอและให้กลับไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน
• เมื่อเป็น Stand Alone ประชาชนจึงกังวล “ระบบสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม”
ถึงแม้หลายคนจะพูดถึงว่าดาต้าเซ็นเตอร์มีมานานแล้ว แต่การตั้งในรูปแบบอาคารเดี่ยวขนาดใหญ่ แถมโผล่อยู่กลางชุมชนแบบนี้จะไม่ให้ผู้คนที่พักอาศัยอยู่ในละแวกดังกล่าวมีความกังวลได้อย่างไร อีกทั้งการจัดการของผู้ให้บริการจะได้มาตรฐานหรือไม่ ก็ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ มีเพียงแค่การตั้งประกาศจัดตั้งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ หรือคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกำกับดูแลและกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยจะเริ่มนัดแรก 4 ก.ย.นี้
สำหรับข้อกังวลหลักของประชาชน คือ น้ำจะมีเพียงพอใช้-ไฟฟ้าตามบ้านจะดับบ่อย-ความร้อนจากการเดินเครื่องปรับอากาศจะส่งผลต่ออุณหภูมิในชุมชนใกล้เคียงเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ และหนักสุดคือการเก็บน้ำมันไว้สำรองกรณีไฟฟ้าดับ ที่มีจำนวนมากหลายแสนลิตร รวมถึงอาคารขนาดใหญ่แบบนี้มาตั้งกลางชุมชนได้อย่างไร

• ช่องโหว่ของกฎหมาย ทำให้ในอดีตสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ได้
จากการแถลงข่าวของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมกับตัวแทนจากกระทรวงพลังงาน การประปานครหลวง (กปน.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่เปิดแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการกำกับดูแลโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ ช่วงหนึ่งระบุว่า เป็นเรื่องกังวลของ กทม.เช่นกัน และที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่ได้รับการร้องเรียน พร้อมยอมรับกฎหมายยังมีช่องโหว่ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่มีนิยามจำกัดความเฉพาะ ทำให้ในอดีตผู้ประกอบการมักยื่นขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะคลังสินค้า จึงไม่เข้าข้อกำหนดการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ มีรายงานว่า การยื่นขอใบอนุญาตนั้น ไม่ได้มีกฎหมายกำหนดว่า ผู้ยื่นขอต้องระบุว่าจัดทำดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ได้รับใบยื่นคำร้องดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจที่ตนเองมีเท่านั้น รวมถึงเรื่องของผังเมืองที่ยังไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจน อีกทั้งการจัดเก็บน้ำมันก็เป็นในส่วนของกรมธุรกิจพลังงานที่ผู้ยื่นขออนุญาตต้องไปดำเนินการยื่นขอแยกส่วนต่างหาก

•ข้อกังวล-ผลกระทบชุมชน ไม่ใช่แค่กลัวน้ำ-ไฟไม่พอใช้
แม้ว่าทั้งตัวแทนของการประปานครหลวง และการไฟฟ้านครหลวง จะออกมาแจงการใช้น้ำ-ใช้ไฟฟ้า ไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันชุมชน แต่อย่าลืมว่าการใช้ไฟฟ้าในระบบของดาต้าเซ็นเตอร์นั้น เป็นการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชม. ไม่มีหยุดพัก หากบริเวณชุมชนมีความต้องการใช้ไฟที่สูงขึ้นจะเพียงพอหรือไม่
ส่วนเรื่องระบบหล่อเย็นในดาต้าเซ็นเตอร์แม้จะเป็นตัวช่วยลดความร้อนที่เกิดจากการเดินเครื่องตลอด 24 ชม. แต่เรื่องการระบายน้ำเสียลงสู่คลองยังเป็นความกังวลถึงคุณภาพน้ำของชุมชน
อีกเรื่องสำคัญคือการเก็บน้ำมันสำรอง แม้กฎหมายของกรมธุรกิจพลังงานจะระบุให้สะสมไว้ใช้ภายในได้ไม่เกิน 5 แสนลิตร แต่มาตรฐานการจัดเก็บเพื่อไม่ให้น้ำมันรั่วซึมออกมาสู่ชุมชนจะทำได้แค่ไหน เพราะกรณีล่าสุดในจุดที่ตั้งซอยพระราม 9 แยก 6 ชาวชุมชนก็ได้กลิ่นน้ำมันดีเซลลอยออกมาเป็นระยะ

•ชงบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ กำหนดความชัดเจนพื้นที่ตั้ง-กฎหมายควบคุม
วันที่ 4 ก.ย.นี้ ผู้ว่าฯ กทม. จะเดินทางร่วมประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเตรียมเสนอให้มีความชัดเจน รวดเร็ว ผู้ปฏิบัติทำได้ง่าย อาทิ ขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะอยู่ใน กทม. ควรต้องขนาดเท่าใด ให้ระบุเป็นตัวเลขชัดเจน เนื่องจาก กทม.ไม่ใช่มีผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น หากกำหนดแนวทางเป็นมาตรฐานระดับประเทศได้จะเป็นเรื่องดี
สุดท้ายแล้วความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในอนาคต จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้จริงหรือ การผลักดันเพื่อให้มีเม็ดเงินจากการลงทุนเข้ามาในประเทศ ส่งผลดีเพียงเพราะคนเฉพาะกลุ่มหรือไม่ แล้วรากหญ้าต้องทนอยู่คำกับว่า อดทนเพื่อความเจริญโดยไม่มีสิทธิเลือกหรืออย่างไร คงต้องรอดูความชัดเจนและทิศทางก้าวแรกของบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์อีกครั้ง.
ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน


