เมื่อวันที่ 7 ก.ย. เวลา 11.00 น. ที่อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ  นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ บรรยายพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยและสังคมไทยสำหรับอนาคต” ในงานเสวนาวิชาการ NDC’68 Symposium ซึ่งจัดโดยนักเรียนหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ทั้งนี้ นายนครินทร์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การเมืองไทยในช่วงปี 2516- 2540 เป็นยุคของการแบ่งปันอำนาจของหลายฝ่าย หลายมิติ ระหว่างข้าราชการ ผู้นำเหล่าทัพ และพรรคการเมืองต้องร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลผสม ที่สำคัญ ผู้นำส่วนกลางต้องจับมือกับผู้นำในต่างจังหวัด อาทิ สส. ผู้มีบารมีหรือเจ้าพ่อในแต่ละภูมิภาค จึงทำให้เราได้เห็นเจ้าพ่อมาเป็น รมว.มหาดไทย แม้การเมืองมีความขลุกขลิก ขัดแย้งกันบ้าง แต่ยังพออยู่กันได้ แต่นับตั้งแต่ในปี 2540 การเมืองไทยเปลี่ยนทิศทางไป ประชาชนต้องการให้การเมืองมีรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารที่มีความเข้มแข็ง มีการปฏิรูประบบรัฐสภา มีการเลือกตั้ง มีการจัดตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งรวมถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วย และมีการกระจายอำนาจ แต่ปัญหาของเราคือ หลังยุคสมัยดังกล่าว เรามีการออกแบบการเมืองใหม่อยู่ตลอด มีการทำรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ซึ่งปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องกติกาการปกครองประเทศ เปรียบเหมือนกับเราสร้างบ้านแล้วเราไม่ตกลงปลงใจ มีการรีโนเวทบ้านอยู่ตลอดตามอำเภอใจ

นายนครินทร์ กล่าวอีกว่า เรามีรัฐบาลของ “ประยุทธ์ 1” และ “ประยุทธ์ 2” รวมถึงมีการเลือกตั้งอีกหลายครั้ง ทั้งเมื่อปี 2562, 2566 และ 2569 มีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และมีการจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่การเปลี่ยนแปลงการจัดตั้งรัฐบาล การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี และการพ้นของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยในปัจจุบันที่เป็นอยู่ ทั้งกรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน และกรณีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายให้กับคนในประเทศเข้าใจได้ แต่เป็นเรื่องยากมากในการอธิบายแก่นักวิชาการต่างประเทศให้เข้าใจถึงความซับซ้อนในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเรา

นายนครินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระนั้น มีการเปลี่ยนทุกช่วงเวลา ซึ่งมีความเคลือบแคลง ไม่แน่นอน มีปัญหาทางกฎหมายในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นกรณีของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงปัญหาการแต่งตั้งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งไปนานแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ ลงมา ขณะที่การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมในระดับต่ำ สืบเนื่องจากระบบที่ให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาจากการเลือกกันเอง ซึ่งเป็นระบบที่เราคิดกันเอง ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน  

นายนครินทร์ กล่าวว่า สังคมไทยในเวลานี้มีความคาดหวังและข้อเรียกร้องสูงมากในทุกเรื่อง ขณะเดียวกันก็มีความขัดแย้ง ที่เกิดจากความหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องชนชั้น การทำงาน รสนิยม การศึกษา ทัศนคติ นำมาสู่การไม่ยอมรับอำนาจการปกครองในหลายลักษณะ เช่น การแก้ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตนเชื่อว่าจะใช้เวลาอีกนานมาก ส่วนการที่รัฐธรรมนูญ สถาบันทางการเมือง และสถาบันทางสังคมมีความชอบธรรมนั้น ต้องทำให้ประชาชนยอมรับและมีความไว้เนื้อเชื่อใจด้วย แต่ปัญหาของเรา คือรัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมืองมีทั้ง 2 อย่างนี้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ อย่างเช่นความไม่ไว้วางใจในการบริหารงานจัดการเลือกตั้ง โดยประชาชนมีความไว้วางใจต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ค่อนข้างต่ำ รวมถึงการทำประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรวมถึงการทำประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ตนไม่แน่ใจว่ารัฐบาลถูกบีบบังคับให้ทำประชามติหรือไม่ แม้มติเสียงข้างมากเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ยังมีข้อติดขัดทั้งทางกฎหมายและทางการเมืองว่าจะมีผลนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างไร หากปัญหานี้คาราคาซังไปเรื่อยๆ ก็จะมีปัญหาว่าในอนาคตประเทศไทยไม่ต้องทำประชามติอีก ทั้งที่การทำประชามติเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

นายนครินทร์ กล่าวว่า สำหรับอนาคตของการเมืองไทย ยังมีความพร่ามัว ไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะหนึ่งลักษณะใด หรืออาจไม่เกิด แต่สะสมความคับข้องใจ ความอึดอัด จะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ไม่ได้ ความคาดหวังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงก็จะยกระดับขึ้นแต่เป็นแบบไม่มีทิศทาง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาสำหรับทิศทางทางการเมืองในอนาคตเลย นอกจากนี้ สังคมการเมืองไทยของเราจะถดถอยลงไปเรื่อยๆ ส่วนการขยับเคลื่อนข้ามสังคมย่อยๆ ที่แยกตามวิชาชีพ หรือแยกเป็นหลายชนชั้นของประชาชนจะทำด้วยความยากลำบาก นำไปสู่การอาศัยอำนาจมืด อำนาจใต้ดิน หรืออำนาจพิเศษ ในการขยับเคลื่อนสถานะ

“เราทุกคนเป็นส่วนของปัญหา สังคมการเมืองไทยวิวัฒนาการไปตามนิสัยใจคอของคนไทย ถ้าพูดแบบหยาบๆ คือสันดานของเราเอง นี่เป็นความคิดตั้งแต่ยุคกรีก สังคมการเมืองมันยึดโยงกันโดยอำนาจ สังคมการเมืองมีอำนาจหลายลักษณะ ทั้งอำนาจกฎหมาย อำนาจรัฐธรรมนูญ อำนาจข้อมูลข่าวสาร อำนาจประเพณี อำนาจศาสนา อำนาจราชการ อำนาจดิบ อำนาจเถื่อน อำนาจปืน อำนาจกลุ่ม และถ้าจะมีอำนาจ ก็ต้องรวมกลุ่มกัน จึงทำให้เห็นว่าทำไมต้องตั้งพรรคการเมือง ผมหวังว่าการเปลี่ยนผ่านของสังคมและองค์กรของสถาบัน ของหน่วยงานทางการปกครอง จะมีความสันติสุข เรียบร้อย และเป็นที่พึงพอใจของทุกคนด้วย แต่ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างเรียบร้อยได้ ก็เละตุ้มเป๊ะ เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง” นายนครินทร์ กล่าว

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้นักศึกษา วปอ. สอบถาม โดยนายธนพร ศรียากูล ตั้งคำถามว่า มีแนวคิดของนักวิชาการอาวุโสมองว่า การเมืองไทยเป็นการเมืองแบบคุมเชิงตั้งแต่สมัยโบราณมาจนปัจจุบัน คิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังคุมเชิงกันอยู่หรือไม่ และในวันหน้าถ้ายังคุมเชิงกันอยู่แบบนี้ เราจะอยู่กันอย่างไร นายนครินทร์ กล่าวว่า เพราะเรามีอุปนิสัยใจคอเป็นแบบนี้ จึงคงคุมเชิงกันไปเรื่อยๆ แต่มีการช่วงชิงโอกาส ชิงจังหวะทำ แต่เวลาทำต้องคำนึงว่าคนอื่นยอมรับหรือไม่ เมื่อทำแล้ว มีความยั่งยืนหรือไม่ มีสัมฤทธิผลหรือไม่ ประโยชน์สุขตกอยู่กับคนส่วนใหญ่หรือแค่พวกพ้อง ซึ่งนี่ยังเป็นปัญหาของการเมืองไทยในระยะยาว แต่ตนสงสัยว่าจะคุมเชิงอยู่ได้อีกกี่ปี เพราะสุดท้ายเราจะแพ้ภัยอายุขัยของตัวเอง เรื่องนิสัยใจคออาจพอเปลี่ยนกันได้บ้าง เพราะผู้นำที่มีบารมีจะส่งต่ออำนาจให้ลูกหลาน ซึ่งจะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงขององค์กรหรือหน่วยงาน

นายธนพร สอบถามอีกว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีข้อกังวลว่าจะได้ผลลัพธ์เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นของสีน้ำเงิน หรือสีน้ำเงินเข้ม นายนครินทร์ กล่าวว่า ประเทศเราจะแบ่งเป็นกี่สีนั้น ไม่สำคัญ แต่รัฐธรรมนูญต้องเป็นของคนทุกสี ทุกสีต้องมีพื้นที่ในการแสดงออกหรือการร้องเรียนใดๆ ได้เหมือนกัน และได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่ปัญหาตอนนี้ คือเรายังตกลงกันไม่ได้ว่าจะทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจริงๆ หรือไม่ และจะทำโดยใคร จึงทำให้เราคาดการณ์กันว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นของสีนั้นสีนี้ การยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ที่ผ่านมามักให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่าง แต่บางครั้งผู้เชี่ยวชาญพารัฐธรรมนูญลงเหวได้เช่นกัน

“ผมรู้จักกับท่านประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับปี 2560 ผมขอไม่เอ่ยชื่อท่าน ท่านบอกผมว่าท่านเสียใจมากที่สุดกับเรื่องหนึ่งที่ว่าท่านไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นความผิดพลาดที่สุดของกรรมการยกร่างฯ คือการยกร่างเรื่องระบบการเลือก สว. เราทำมาแบบนี้ ก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้ แต่ปัญหาคือเราจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข แต่ผมขอตอบง่ายๆ ว่ารัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นของสีใดสีหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญเป็นของทุกคน” นายนครินทร์ กล่าว.