ซึ่งทั้งสองโครงการได้ลงนามกันไปแล้ว และยังมีอีกเมกะโปรเจกต์ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)อนุมัติไปแล้วคือ การขยายโครงการรถไฟทางคู่ภาคใต้เฟสที่สอง 3 เส้นทาง เชื่อมต่อจากจังหวัดชุมพรไปสุราษฎร์ธานี จากสุราษฎร์ฯ ไปหาดใหญ่ และจากหาดใหญ่ ไปปาดังเบซาร์ เชื่อมต่อกับมาเลเซียจะแล้วเสร็จในปี 2576 

เอาเป็นว่า ได้ใจชาวใต้ไปเต็มๆ ในยุค “พูดแล้วทำ” หลังจากชาวบ้านตั้งตารอมาหลายรัฐบาล รวมถึงเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ ช่วงแรกอาจขลุกขลักไปบ้าง เพราะรัฐบาลเพิ่งเริ่มตั้งไข่ก็โดนฝ่ายค้านรุมกะซวก จนออกอาการเมาหมัด เกือบหลับแต่กลับมาได้ หลังจากนั้น ครม. เร่งไฟเขียวจ่ายเยียวยาจนครบทันที เอาใจคนใต้สุดลิ่มทิ่มประตู จัดชุดใหญ่ไฟกะพริบเปิดตัว ‘ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ’ ที่จังหวัดสงขลา ประเดิมผลงานชิ้นโบแดง ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) 

โดยมีรายละเอียดคร่าวๆ คือ ให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้ประชาชนคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

วางหลักเกณฑ์ จ่ายค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน และกรณีเสียชีวิตจากภัยอยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท

แต่อีกฟากกลับเจอความล้มเหลวถึงขั้นเรียกได้ว่าสอบตก กับการแก้ปัญหาดับไฟใต้ เพราะตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาในยุครัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” กลุ่ม “โจรใต้” ก่อเหตุแทบจะรายวัน และหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าหนักหนาแทบจะใกล้เคียงกับยุครัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อปี 44-45 ที่เรียกว่า “โจรกระจอก” จนทุกอย่างบานปลายมาจนถึงวันนี้ แน่นอนว่าไฟใต้ไม่ได้มอดลง แต่กลายเป็นว่า “ไฟใต้” นับจากนั้นนับวันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จะเรียกว่า “ล้มเหลว” แทบจะสิ้นเชิงก็ว่าได้ จนมีเสียงวิจารณ์กันว่า รัฐบาลไม่ได้จริงจังกับการแก้ปัญหา ขาดความรู้ความเข้าใจ ทั้งในเรื่องยุทธศาสตร์ ความเข้าใจในพื้นที่อย่างแท้จริง 

แม้ว่า “นายกฯ อนุทิน” จะพยายามบอกว่า สาเหตุการก่อเหตุรายวันที่เกิดขึ้นเกิดจากช่วงการเปลี่ยนผ่านและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด แต่ทุกฝ่ายรับรู้กันดีว่าปัญหาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดน หรือปัญหากลุ่มทุนเทา ค้าของเถื่อน ควบคู่กันกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ค้าน้ำมันเถื่อน ยาเสพติด ซึ่งแน่นอนว่ามีส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ “ลับหลัง” อยู่ตลอดเวลาว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐ “เลี้ยงไข้” สร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้น เพื่อรองรับงบประมาณที่รัฐทุ่มลงไปปีละนับแสนล้านบาทหรือไม่

โดยท่าทีของ “ผู้นำประเทศ” ระบุว่า การปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์และมาตรการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เจตนาเพื่อสร้างสันติสุขในพื้นที่ที่สำคัญต้องไม่ปิดช่องเจรจา ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อความมั่นคง โดยเน้นเรื่องการเจรจาและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เชื่อว่าการปรับยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ ปัญหาไฟใต้มันต้องดีขึ้น แต่โอ้โห พอเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งเดียว จะเปลี่ยนเลยไม่ใช่ แต่ผมมั่นใจรัฐบาล ภายใต้การนำที่ตนเป็นนายกฯ ประชาชนจะได้เห็น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาไฟใต้ที่ยังดับไม่ได้ เพราะมีฝ่ายการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ แม้ “นายกฯ อนุทิน” จะบอกว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้ “การทหารนำการเมือง” แม้จะย้ำว่า เป็นการ “จับมือเดินไปด้วยกัน” ถือเป็นการส่งสัญญาณ “การรวมศูนย์” งานด้านความมั่นคงแบบเข้มข้นกว่าเดิม แต่แน่นอนว่างานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหลายฝ่ายที่ต้องทำงานร่วมกัน แบบไร้รอยต่อมากกว่าเดิม จึงถือเป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน จะลุยกองไฟแก้ปัญหานี้ไปได้หรือไม่คงต้องติดตาม.