เมื่อวันที่ 8 ก.ย. นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน โพสต์ตั้งคำถามว่า หลังถูกถอดถอน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังได้เงินเดือนอยู่ไหม บันทึกข้อความนี้ น่าสนใจมาก กรรมการ กสทช. พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ  กรรมการ กสทช. ทำบันทึกข้อความถึงเลขาธิการ กสทช. ว่า “ยังจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทน ให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไหม” หลังกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์เมื่อ 21 ก.ค. 2569 ถอดถอนจากประธาน กสทช. นายกฯ ก็ทูลเกล้าฯ แล้ว รอเพียงการโปรดเกล้าฯ ลงมา และขอให้สำนักงาน กสทช.จัดประชุมกรรมการ กสทช.ที่ยังเหลือ 6 คน โดยด่วน เพราะศาลปกครองสูงสุดชี้แล้วว่า นพ.สรณ ไม่อยู่ในสถานะประธาน กสทช.แล้ว

“คำถามนี้สะท้อนว่า วันนี้ กรรมการ กสทช. ไม่มีอำนาจใดๆ ทั้งๆ ที่เป็นกรรมการ อำนาจถูกรวบที่ประธาน กสทช. อำนาจถูกจัดลงไปที่สำนักงาน กสทช.ที่มีเลขาธิการสั่งการอยู่ นับเป็นองค์กรเผด็จการผูกขาดที่ต้องรื้อใหญ่ นพ.สรณ ยังได้เงินเดือน ค่าตอบแทน สิทธิต่างๆ จาก สำนักงาน กสทช. ใช่ไหม?? ฝากรักษาการเลขาธิการไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ชี้แจงด่วน” นพ.สุภัทร กล่าว

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ระบุว่า การบริหารงานของสำนักงาน กสทช. ที่ผ่านมา ขาดหลักธรรมาภิบาลและส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทางปกครองอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมี 7 ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ที่สะท้อนถึงปัญหาร้ายแรง ได้แก่ 1.บิดเบือนหลักเกณฑ์และดองการสรรหาเลขาธิการฯ ตัวจริง: ศ.คลินิก สรณ ฝ่าฝืนระบบองค์คณะ ออกประกาศฯ เองเพื่อเสนอชื่อนายไตรรัตน์ และเมื่อบอร์ดเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ กลับใช้วิธีดองกระบวนการ ไม่ยอมเริ่มต้นสรรหาใหม่ตามกฎหมายโดยอ้างว่ามีคดีในศาล ทั้งที่ศาลไม่ได้มีคำสั่งห้ามหรือคุ้มครองชั่วคราว

2.ยื้อสถานะรักษาการเลขาธิการฯ ยาวนานเกิน 5 ปี และเมินมติ ครม.: ปล่อยให้นายไตรรัตน์ รักษาการยาวนานเกินวิสัยหน่วยงานรัฐ และปฏิเสธไม่ยอมลงนามเปลี่ยนตัวตามมติบอร์ด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถูกทวงถามถึงมติ ครม. ที่ห้ามรักษาการเกิน 180 วัน กลับอ้างความเป็นองค์กรอิสระ แต่พอเป็นระเบียบสำนักนายกฯ ฉบับอื่นที่ฝั่งตนได้ประโยชน์ กลับนำมาชี้แจงบิดเบือนและสั่งให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

3.พฤติกรรม “ผลัดกันลงนาม” ต่อสัญญารองเลขาธิการฯ ส่อเอื้อประโยชน์: มีการต่อสัญญาจ้างรองเลขาธิการฯ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด ในลักษณะที่นายไตรรัตน์ และนายสุทธิศักดิ์ ตันตระโยธิน ผลัดกันลงนามอนุมัติสัญญาจ้างให้กันและกัน ทั้งที่กรรมการทักท้วงและเรื่องอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช.

4.นิติกรรมจำแลง ฟ้องปิดปากผู้ตรวจสอบ (SLAPP Lawsuit): ปล่อยให้นายไตรรัตน์ ยื่นฟ้องกรรมการ กสทช. 4 คน และบอร์ดทั้งคณะ ทั้งคดีอาญา แพ่ง และปกครอง โดย ศ.คลินิก สรณ ยังคงให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ขัดหลักการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) อย่างร้ายแรง มิหนำซ้ำ ศ.คลินิก สรณ ยังยื่นฟ้องแพ่งกรรมการ 4 คนด้วย เข้าข่ายใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธปิดปากฝ่ายตรวจสอบ

5.แทรกแซงและข่มขู่พนักงานประจำด้วยโทษวินัย: ศ.คลินิก สรณ ออกบันทึกห้ามพนักงานดำเนินงานตามที่กรรมการร้องขอ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากประธานหรือรักษาการเลขาธิการฯ ก่อน มิฉะนั้นจะถือว่าผิดวินัย นับเป็นการนำโทษทางวินัยมาขู่ขวัญพนักงานประจำ

6.ลักไก่ทดลองใช้โครงสร้างองค์กรหนีมติบอร์ด: ออกคำสั่ง “ทดลองใช้” โครงสร้างสำนักงานใหม่และโยกย้ายพนักงานจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุมัติจากบอร์ด ในขณะที่ระเบียบวาระโครงสร้างองค์กรจริง ศ.คลินิก สรณ ใช้วิธีสั่งพักการประชุมแล้วแอบมาปิดประชุมเพื่อหนีการลงมติ ทำเรื่องค้างนานกว่า 2 ปี

7.จัดวาระประชุมสองมาตรฐาน ดองเรื่องเพื่อรักษาอำนาจ: เลือกปฏิบัติในการนำวาระเข้าพิจารณาตามใจชอบ จนมีวาระสำคัญค้างสะสมมากกว่า 40 วาระ บางเรื่องค้างนานกว่า 3 ปี โดยเฉพาะระเบียบวาระการแก้ไขระเบียบการประชุมเพื่อแก้ปัญหาดองงาน กลับไม่ยอมนำมาพิจารณาเพราะเกรงว่าจะถูกลดทอนอำนาจตนเอง.