สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และมูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อแม่ทั้งแผ่นดิน (มพม.) สมัย พ.ศ.2569 – 2573 เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงาน ภายใต้หัวข้อ “ต่างบทบาท หนึ่งหัวใจ ร่วมสร้างสังคมไทย ที่เกื้อกูล” ระหว่างวันที่ 8 – 9 กันยายน 2569 ซึ่งมี ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และประธานมูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติเพื่อแม่ทั้งแผ่นดิน  เป็นประธาน โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สภาสังคมสังเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อแม่ทั้งแผ่นดิน ร่วมบรรยายพิเศษ  โดยมีคณะกรรมการ ภาคีเครือข่าย ร่วมรับฟังอย่างพร้อมเพรียง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานกับผู้มีศีลเสมอกัน เนื่องจากทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ คือผู้มีบุญที่ร่วมกันทำงานจิตอาสาสนองพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด และรวมทั้งแก้ไขในสิ่งผิด คำว่า 904 เป็นพระนามที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันดี โครงการ จิตอาสา 904 เป็นโครงการแรก ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งขึ้น หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ ส่วนใหญ่ในห้องนี้เกินครึ่งคือผู้มีจิตอาสาทำงานช่วยเหลือสังคมอยู่แล้ว วันนี้จึงมาพูดให้พวกเราภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำ ความเป็นผู้นำจิตอาสานั้น นอกจากพวกเราสนองเป้าประสงค์ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยแล้ว ตอนจบคือ เป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์   ความจงรักภักดีต่อสถาบันชาตินี้ คือพระองค์ทำให้พสกนิกรของพระองค์ให้พ้นทุกข์ มีความสุขมากยิ่งขึ้น ตรงกับคำขวัญของกระทรวงมหาดไทยที่ว่า บำบัดทุกข์ บำรุงสุข

“เมื่อคนมีสุข แผ่นดินภายใต้ร่มพระบารมีนี้ก็มั่นคง การทำงานจิตอาสาของพวกเราถือว่าเป็นการแบ่งเบาราชภาระให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์มีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการที่สืบสาน รักษา ต่อยอด และปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อพสกนิกรของพระองค์  เมื่อครอบครัวมั่นคง ชุมชนอยู่ดีมีสุข ประเทศชาติก็จะมั่นคงตาม ความเป็นผู้เสียสละของพวกทุกคน อย่าคิดว่าพวกเราได้บุญอย่างเดียว ถือว่าพวกเราได้สืบทอดเจตนารมณ์ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย  และเป็นแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย พวกท่านในที่นี้ถือว่าได้ปฎิบัติธรรมหลักพระพุทธศาสนาคือ ปฎิบัติบูชา คือการลงมือปฎิบัติแล้วในการที่เสียสละเวลา ทรัพย์สินเงินทองช่วยเหลือประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งปัจจุบันเป็นสิ่งที่หายากยิ่งในสังคมที่นับวันคนผู้มีจิตอาสาและเสียสละนับน้อยถอยลงทุกวัน”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การจะประสบความสำเร็จแบบยั่งยืนสิ่งหนึ่งที่สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยควรทำคือ การระดมสรรพกำลังจากภาคีเครือข่าย 7 เครือข่ายมาร่วมด้วยช่วยกันประกอบด้วยเครือข่าย ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน เอกชน ประชาสังคม และเครือข่ายภาคสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่เฉพาะสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยเท่านั่นที่พึงทำ แม้กระทั้งองค์กรอื่น ๆ  ก็ควรทำ เพื่อความยั่งยืนต่อไป

ขณะที่ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ กล่าวว่า วันนี้เป็นการต้อนรับที่ดียิ่ง รู้สึกภูมิใจในการได้เป็นส่วนหนึ่งของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อแม่ทั้งแผ่นดิน ความจริงตอนนี้เกษียณแล้ว ขายธุรกิจไปแล้ว นั่นคือ เรื่องโซล่าเซลล์ที่คนขนามนามให้ว่า เจ้าแม่โซล่าเซลล์ เมื่อพูดถึงคำว่าเกษียณเมื่อ 15 ปีที่แล้วตั้งใจเกษียณไปแล้วรอบหนึ่ง ตอนนี้ขายธุรกิจไปแล้ว สาเหตุที่ทำโซล่าเซลล์เมื่อปี พ.ศ.2553  เพราะรักสิ่งแวดล้อม อยากให้ประเทศไทยใช้พลังงานสะอาด อยากให้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาโลกใบนี้ ซึ่งเป็นที่ยากมากตอนที่เริ่มทำธุรกิจโซล่าเซลล์ต้องหาทุน 280 ล้านบาท ขายทรัพย์สินทุกอย่างทั้งบ้าน ที่ดิน ระดมทุนก็ยาก ยุคนั้นคนไม่รู้ค่อยรู้จักพลังงานสะอาดหรือโซล่าเซลล์ ไปกู้เงินตามธนาคารก็ไม่ได้เพราะอายุมาก ธนาคารแนะนำให้ติดต่อทุนต่างชาติก็ไม่รู้จักใครเลย ใช้เวลา 5 ปี กู้เงิน 28,000 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้ใช้หมดแล้ว ตอนนี้จึงเป็นเกษียณดังตั้งใจเอาไว้ อยากใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย

“คำว่าแม่นั้นเป็นชื่อที่สมเกียรติ แม่ทำอะไรก็ได้เพื่อลูก ชีวิตแม่ไม่มีเงินเดือน มีแต่ใจ คนเป็นแม่เจอหน้าลูกเมื่อไรก็สุขใจเมื่อนั้น ความเป็นแม่ในสายตาของแม่ อาจไม่ได้เก่งที่สุด แต่ในสายตาลูกแม่คือคนเก่งที่สุด  การให้โดยไม่หวังผลตอบแทนนั่นคือแม่   แม่จึงเป็นผู้เสียสละที่สุด ตามสถิติมีสัดส่วนคนเป็นแม่อยู่มาก จึงขอให้เวทีนี้ส่งใจให้คนเป็นแม่ 1 หมื่นคน ส่งไปให้ถึง 15 ล้านคน พวกเราคนเป็นแม่ ถือว่าเป็นพลังสำคัญในการที่ส่งส่งเสริมให้มูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ อยากให้พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมสร้างจิตสำนึกในการแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งตนเองตอนที่เข้ามาทำงานสังคมใหม่ ๆ ยึดบุคคลต้นแบบคือ “สมเด็จพระพันปีหลวง” พระองค์เสียสละมาก ทรงงานหนัก เพื่อพสกนิกรของพระองค์ และเพื่อผู้หญิงทุกคน ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ เป็นนักจิตอาสา นักสังคมสงเคราะห์ จึงถือว่าทุกคนเป็นผู้มีบุญมาก”

ด้าน ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ได้กล่าวขอบคุณผู้บรรยายพิเศษเนื่องจากนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ถือว่าเป็นแบบอย่างของนักจิตอาสา และเป็นครูประวัติศาสตร์ของตนเองด้วย พร้อมกันนี้ยินดีฟังคำแนะนำจากทั้ง 2 ท่านเพื่อนำไปปรับปรุงองค์กรและกล่าวขอบคุณหัวหน้าภาคสภาสังคมสังเคราะห์จากทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมงาน

โดยการประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้คณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับภารกิจของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมโดยรวมต่อไป