เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 2 ในมาตรา 32 งบประมาณขององค์กรอิสระ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายขอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและวัตถุประสงค์ในการใช้งบประมาณขององค์กรดังกล่าว

นายพริษฐ์ เริ่มต้นอภิปรายว่า การที่สภาจะอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานนั้นจะนำงบฯ ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งในเอกสารงบประมาณปี 2570 กกต. ขอเสนอจัดสรรงบประมาณรวม 2,700 ล้านบาท โดยระบุว่าจะนำไปใช้เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือ สุจริต และเที่ยงธรรม แต่จากการสังเกตการทำหน้าที่ของ กกต. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีขบวนการโกงการเลือก สว. ตนไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณที่สภากำลังจะอนุมัตินี้ จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตยกันแน่ จนตนเริ่มกังวลว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนของ กกต. อาจมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการโกง สว. มาตั้งแต่แรก

นายพริษฐ์ ได้ลำดับเหตุการณ์ความผิดปกติโดยชี้ให้เห็นว่า หลักฐานฟ้องว่าเส้นทางขบวนการโกง สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต. เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่การออกระเบียบการเลือก สว. ที่เอื้อต่อการจัดทำโพย การปล่อยให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกสามีภรรยาผ่านเข้ารอบ รวมถึงการปล่อยผ่านโพยใบสั่งในวันเลือกระดับประเทศ จนคนที่ถูกยึดโพยได้กลายมาเป็น สว. และประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน ตลอดจนกรณีคลิปเสียงที่โรงแรม B2 รังสิต ที่มีการระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ข้างในดูแล นำมาสู่การตั้งคำถามถึงงบอบรมหลักสูตรสืบสวนและงบป้องปรามการกระทำผิดว่าควรได้รับการอนุมัติหรือไม่

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ ได้อภิปรายเจาะลึกถึงขั้นตอนการตรวจสอบคดีโกง สว. ของ กกต. โดยเปรียบเทียบว่า ในขั้นตอนของ “คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26” ที่ทำงานร่วมกับ DSI ได้สอบพยานกว่า 700 ปาก ทำเอกสารกว่า 90,000 หน้า มีข้อสรุปสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน โดยมี 138 คนเป็น สว. และอีก 21 คนเป็นรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย เช่นเดียวกับในชั้นเลขาธิการ กกต. ที่มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลักร้อยคนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนของ “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36” กลับมีความผิดปกติอย่างมาก โดยมีการตั้งคณะอนุฯ พิเศษนี้ขึ้นมาอย่างผิดสังเกต และมีพฤติการณ์ตั้งธงทางการเมือง พยายามวางตนเป็นเหมือนศาลเพื่อตีตกหลักฐาน จนกระทั่งมีผลลัพธ์ขัดกับพยานหลักฐานอย่างสิ้นเชิง โดยยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด และสรุปว่าขบวนการโกง สว. ไม่มีอยู่จริง ทั้งที่มีหลักฐานการโอนเงิน การจัดประชุม และเบอร์ในโพยที่ตรงกับบัตรเลือกตั้งเป๊ะๆ แต่กลับถูกเชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต

นายพริษฐ์ กล่าวสรุปว่า หากบรรทัดฐานการสอบสวนของ กกต. เป็นเช่นนี้ แม้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะทำงานได้หลักฐานชัดเจนแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องถูกคณะอนุวินิจฉัยฯ ยกคำร้องตามธงทางการเมือง งบประมาณด้านการสอบสวนและเบี้ยประชุมคณะอนุฯ จึงควรถูกตัดออกทั้งหมดให้เหลือศูนย์ เพราะหากต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่โควตางบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สายก็อาจจะได้คำตอบเดียวกัน และในวันที่ 14 กันยายนนี้ หาก กกต. ทั้ง 7 คน มีมติเดินตามอนุฯ ชุดที่ 36 สภาแห่งนี้ก็ไม่ควรอนุมัติงบประมาณต่างๆ ให้ กกต. เพราะเท่ากับเป็นการนำเงินภาษีประชาชนไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย