เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ชาวยิว” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-10 ก.ย.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวม 1,410 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย โดยกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 76.38 ระบุว่าเคยได้ยินข่าวสารจากสื่อต่างๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ขณะที่ร้อยละ 17.45 ระบุว่าไม่เคยได้ยินข่าวใดๆ และไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรงในเรื่องนี้ ส่วนร้อยละ 5.11 ระบุว่าเคยมีประสบการณ์โดยตรงด้วยตนเอง ร้อยละ 4.33 ระบุว่าเคยได้รับการบอกเล่าจากคนที่มีประสบการณ์โดยตรง และร้อยละ 3.48 ระบุว่า เคยได้รับการบอกเล่าจาก คนที่ไม่ได้มีประสบการณ์โดยตรง

สำหรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในไทยที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่พอใจ พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 71.22 ระบุว่า ไม่เคารพกฎหมายรองลงมา ร้อยละ 46.39 ระบุว่า พูดจาไม่สุภาพ แสดงอาการดูถูกคนไทย ร้อยละ 45.96 ระบุว่า ไม่เคารพวัฒนธรรมไทย ร้อยละ 40.03 ระบุว่า ไม่เคารพวิถีชีวิตชุมชน ร้อยละ 36.43 ระบุว่า ไม่เคารพพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ ร้อยละ 31.44 ระบุว่า ใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อถือครองที่ดิน ร้อยละ 29.04 ระบุว่า ใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อถือครองธุรกิจ ร้อยละ 20.02 ระบุว่า แสดงอาการที่อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา

ร้อยละ 19.93 ระบุว่า ตั้งสุสานชาวอิสราเอลในไทย โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ ร้อยละ 18.47 ระบุว่า ขยายชุมชนชาวอิสราเอลในพื้นที่ใดที่หนึ่ง ร้อยละ 16.41 ระบุว่า อยู่ในประเทศไทยเกินกว่าระยะเวลาที่วีซ่าอนุญาต ร้อยละ 10.48 ระบุว่า ทำธุรกิจหรือแย่งอาชีพสงวนของคนไทย ร้อยละ 10.22 ระบุว่า เปิดให้บริการสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ทำงานที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ ร้อยละ 2.41 ระบุว่า ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไร และร้อยละ 1.98 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่าข่าวที่ได้ยินมาเป็นจริงหรือไม่

เมื่อถามถึงมาตรการของประเทศไทยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในไทย พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 77.49 ระบุว่าเจ้าหน้าที่ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รองลงมา ร้อยละ 45.45 ระบุว่ารัฐควรลดระยะเวลาอนุญาตพำนักอาศัยของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 38.49 ระบุว่า ดำเนินการให้สถานทูตอิสราเอล กำกับพฤติกรรมชาวอิสราเอลในประเทศไทยอย่างเข้มงวด ร้อยละ 26.46 ระบุว่า คนไทยควรร่วมมือกันต่อต้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือ ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 23.54 ระบุว่า รัฐควรพิจารณาถึงประเด็นความมั่นคงของชาติ จากการขยายตัวของชุมชนชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 17.53 คนไทยควรร่วมมือกันต่อต้านผู้ที่ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือ ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 6.62 ระบุว่า รัฐควรเนรเทศผู้ที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายออกนอกราชอาณาจักร

ร้อยละ 1.2 ระบุว่า เราควรตรวจสอบให้ดีว่าข่าวที่ได้ยินมาเป็นจริงหรือไม่ และเป็นการกระทำของชาวอิสราเอลหรือไม่ ร้อยละ 1.12 ระบุว่า เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบการท่องเที่ยว และร้อยละ 2.75 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบกับแรงงานไทยในอิสราเอล เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองและควบคุมการเดินทางเข้าประเทศ ไม่ต้องทำอะไรเลย เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะอิสราเอลเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนานของไทย เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบกับการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับอิสราเอล และเราควรให้อภัย เพราะต่างชาติย่อมไม่เข้าใจกฎหมายและวัฒนธรรมไทย.