สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน แถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า มาตรการวบคุมทางสังคมและสาธารณสุขครั้งใหม่ ที่ประกาศเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ โอมิครอน จะทยอยยุติ โดยการบังคับสวมหน้ากากอนามัยภายในห้องเรียน สำหรับนักเรียนมัธยม “ไม่จำเป็นอีกต่อไป” ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.
ขณะที่มาตรการบังคับสวมหน้ากากอนามัยภายในสถานที่สาธารณะแบบปิด ให้ยุติตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. นี้ แนวทางการทำงานที่บ้านให้ยุติได้ และมาตรการต้องแสดง “บัตรผ่านวัคซีน” ก่อนเข้าใช้บริการสถานที่สาธารณะขนาดใหญ่ และสถานบันเทิงยามราตรี “ไม่เป็นข้อบังคับอีกต่อไป” แต่มาตรการกักตัวซึ่งถือว่ามีผลผูกพันในทางกฎหมาย หากมีผลตรวจคัดกรองเป็นบวก ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป
Boris Johnson has announced the easing of Covid 'Plan B' restrictions, including the mandatory wearing of masks and compulsory use of Covid passes.
— ITV News (@itvnews) January 19, 2022
Read more: https://t.co/RgBE8XqkOA pic.twitter.com/rc3U01zIVv
ทั้งนี้ จอห์นสันกล่าวต่อที่ประชุมสภาสามัญ ว่าหลายประเทศในยุโรปยกระดับมาตรการควบคุม โดยบางประเทศถึงขั้นล็อกดาวน์ แต่สหราขอาณาจักรเลือกเดินทางที่แตกต่าง ซึ่งอ้างอิงจากสถิติผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาลที่ลดลง และอัตราการฉีดวัคซีนเข็มสามหรือเข็มกระตุ้น ซึ่งเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ออกมาเตือนเป็นเสียงเดียวกัน ว่าสถานการณ์ในสหราชอาณาจักรจะกลับมาวิกฤติอีก หากปล่อยให้ประชาชน “กลับมาปฏิบัติตัวตามปกติ” ในระดับที่ “เร็วเกินไป” ยิ่งไปกว่านั้น เชื้อโอมิครอนยังคงแพร่ระบาดในระดับที่เข้มข้น
ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรมีสถิติผู้ป่วยโควิต-19 สะสมมากกว่า 15.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 108,069 คน เสียชีวิตสะสมอย่างน้อย 152,872 ราย เพิ่มขึ้น 359 ราย ประชากรมากกว่า 90% ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว 83.5% ได้รับวัคซีนแล้วสองเข็ม และการฉีดวัคซีนเข็มที่สามครอบคลุมประชากรเกือบ 64%.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

















