ราคาบิตคอยน์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมายังคงทรงตัว หลังจากที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่องในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น สกุลเงินคริปโตที่ใหญ่ที่สุดก็ยังคงรักษาสถานะผู้นำไว้ได้ ทั้งที่มูลค่าตกลงมากที่สุดในรอบ 8 เดือน

ล่าสุด มูลค่าต่อเหรียญที่ตกลงไปต่ำกว่า 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.15 ล้านบาท) ของบิตคอยน์ก็กระเตื้องขึ้นเล็กน้อย ประมาณ 1.6% ขณะที่จำนวนรวมของมูลค่าที่หายไปในตลาดในช่วง 3 วันที่ผ่านมาคือ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (49,543 ล้านบาท)

ราคาของบิตคอยน์ตกลงถึง 19% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา นับเป็นมูลค่าที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน พ.ค. 2564 หลังจากมีข่าวว่าจีนกำลังไล่ปราบปรามการซื้อขายและการขุดเงินคริปโต รวมถึงโพสต์บนทวิตเตอร์ของอีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทเทสลาซึ่งกล่าวหาว่าการขุดเหรียญคริปโตส่งผลกระทบต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ในคราวนี้ ดูเหมือนว่านักลงทุนเงินคริปโตจะกังวลเรื่องการเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าซึ่งมีท่าทีว่าจะออกมาตรการกำกับด้านการเงินที่เข้มงวดขึ้น หลังจากปล่อยให้มีการผ่อนคลายเงื่อนไขบางอย่างในช่วงเกิดการระบาดโรคโควิด-19 ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช่น การพิมพ์ธนบัตรเพิ่มอีก 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงปี 2563-2564 โดยมีมูลค่าสูงสุดในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ในราคาเหรียญละ 69,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2.27 ล้านบาท)

นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวเตรียมออกมาตรการต่าง ๆ ด้านการเงินจากหลายประเทศมีส่วนทำให้มูลค่าของบิตคอยน์ลดลงจนเหลือราวครึ่งหนึ่งของมูลค่าสูงสุด นับเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าตลาดของเงินคริปโตมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยต่าง ๆ สูงมาก กระนั้น การออกกฎหมายหรือมาตรการควบคุมต่าง ๆ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ และควรจับตาดูสัญญาณที่แน่ชัดกว่านี้ว่ามูลค่าของเหรียญจะลดลงต่ำในระยะยาวหรือไม่

แต่ประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล ของเอล ซัลวาดอร์กลับเห็นต่าง ประเทศที่เปิดรับบิตคอยน์อย่างเต็มที่แห่งนี้ฉวยโอกาสที่ราคาสกุลเงินคริปโตรายใหญ่กำลังตก ช้อนซื้อเหรียญบิตคอยน์ไว้เป็นจำนวนมากถึง 410 เหรียญ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (495 ล้านบาท) โดยบูเคเล กล่าวว่า “บางคนก็ขายถูกจริง ๆ นะ”

แหล่งข่าว

https://www.coindesk.com/markets/2022/01/23/bitcoin-heads-for-worst-week-in-8-months-as-traders-lament-pikachu-pattern/

เครดิตภาพ : Reuters