สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ว่าประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับสถานการณ์ภายในประเทศ ที่มีความตึงเครียดบริเวณชายแดนตะวันออกซึ่งติดกับรัสเซีย ว่าโดยส่วนตัวเขามองว่า สถานการณ์ไม่ได้ตึงเครียดมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่า ความตึงเครียดจะไม่ยกระดับ


ตอนนี้ ชาวยูเครนยังคงดำเนินชีวิตเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม สื่อตะวันตกรายงานราวกับว่า “มีทหารและรถถังอยู่เต็มถนน” ซึ่งเป็นการ “สร้างความตื่นตระหนกโดยใช่เหตุ” ขณะเดียวกัน ผู้นำยูเครนกล่าวถึงท่าทีของทำเนียบขาวว่า “การปลุกปั่น” มีความเสี่ยงของการเกิดสงครามเต็มรูปแบบ “เป็นเรื่องที่เสียหาย” และเขากล่าวแบบนี้ ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาด้วย


เกี่ยวกับการที่สหรัฐและสหราชอาณาจักร ถอนนักการทูตบางส่วนออกจากยูเครน เซเลนสกีกล่าวว่า “มากเกินไป” และสร้างความตื่นตระหนก แม้สถานการณ์ด้านความมั่นคงยังคงมีความเสี่ยง แต่ “ความท้าทายซึ่งอยู่ใกล้ตัวมากกว่า” คือความวุ่นวายภายในประเทศ โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบัน ยูเครนต้องการความช่วยเหลือประมาณ 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 133,616-167,020 ล้านบาท) เพื่อการนี้ และการลงทุนจากภายนอกด้วย


ทั้งนี้ทั้งนั้น เซเลนสกีเรียกร้องรัสเซีย “แสดงความจริงใจ” ว่าไม่คิดรุกรานทางทหารต่อยูเครน ด้วยการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งใหม่ และยืนยันว่า องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) คือ “หลักประกันด้านความมั่นคง” สำคัญที่สุดของยูเครน ณ เวลานี้ และเตือนว่า กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกซึ่งเป็นสมาชิกนาโต อาจเผชิญกับสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ในอนาคต.

เครดิตภาพ : REUTERS