เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี ผู้เสียหายที่ถูกหลอกซื้อวอยเชอร์ที่พักโรงแรม 4-5 ดาวกว่า 40 คน รวมตัวสอบถามติดตามความคืบหน้าคดี หลังมีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ และกรอกแบบฟอร์มร้องทุกข์กับ บช.สอท. เพื่อดำเนินคดีกับบริษัททัวร์แห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต หลอกขายวอยเชอร์โรงแรมหรู พบผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก แต่คดีกลับไม่คืบหน้า

น.ส.ณัฐฐิรา (สงวนนามสกุล) ตัวแทนผู้เสียหาย เปิดเผยว่า กลุ่มผู้เสียหายได้ซื้อวอยเชอร์โรงแรมที่พักระดับ 4-5 ดาวผ่านทางไลน์ออฟฟิเชียลบริษัทแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ตัวกลางในการจองห้องพักโรงแรมต่างๆ โดยทางบริษัทก็จะออกโปรโมชั่นจองห้องพักราคาถูกมาเรื่อยๆ เช่นที่พักโรงแรม 5 ดาว คืนละไม่เกิน 3,000 บาท โดยมีโปรโมชั่น 1 แถม 1 วอยเชอร์จะมีอายุ 2 ปี ทำให้ผู้เสียหายซื้อเก็บไว้เป็นจำนวนมาก บางรายซื้อเก็บไปรวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท แต่เมื่อถึงเวลาจะไปใช้บริการเข้าพักจริง กลับไม่สามารถเข้าพักได้ หรือถูกยกเลิกการจองห้องพัก ซึ่งมาทราบว่าทางบริษัทดังกล่าวไม่จ่ายเงินให้กับโรงแรม

“ต่อมาวันที่ 5 พ.ย. 64 บริษัทก็แจ้งทางไลน์ว่าขอยกเลิกการจองห้องพักทั้งหมด ก่อนประกาศปิดกิจการชั่วคราวช่วงกลางเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ช่วงวันที่ 1-4 พ.ย. บริษัทยังเทขายวอยเชอร์ด้วยโปรโมชั่นราคาถูกอยู่ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าวันรุ่งขึ้นจะยกเลิกการจอง แสดงเจตนาฉ้อโกงชัดเจน ซึ่งขณะนี้น่าจะมีผู้เสียหายไม่ต่ำกว่า 800 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท” ตัวแทนผู้เสียหาย กล่าว

น.ส.ณัฐฐิรา กล่าวต่ออีกว่า เมื่อติดต่อไปทางบริษัท ทางบริษัทก็สร้างกลุ่มไลน์ขึ้นมาเพื่อประนีประนอม สำหรับยอดความเสียหายหลัก 1,000 บาท โดยจะผ่อนชำระ 3 ปี และยอดความเสียหายหลัก 10,000 บาท จะขอผ่อนชำระ 5 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานมาก หรือแม้แต่การเสนอให้ผู้เสียหายเข้าพักที่โรงแรมตัวเองที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อหักหนี้ ซึ่งไม่ตรงตามความต้องการ เพราะไม่ใช่โรงแรมระดับ 4-5 ดาวตามที่ตกลงไว้ เมื่อผู้เสียหายไม่ตกลง ก็จะเตะออกจากกลุ่มไลน์ และมีการข่มขู่ทางโรงแรมไม่ให้เปิดเผยข้อมูลให้กับทางผู้เสียหายด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เสียหายเคยไปแจ้งความที่สถานีตำรวจท้องที่แล้ว แต่หลายแห่งไม่รับเรื่องแจ้งความและไม่ดำเนินการต่อให้ ดังนั้นจึงตัดสินใจมาสอบถามความคืบหน้ากับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ เพื่อขอให้ช่วยเร่งรัดติดตามคดี

ด้าน พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง ผบก.สอท.2 เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์รับเรื่องมาช่วงปลายปี 2564 และตั้งแต่ต้นปีมาก็ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่ แต่ต้องใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานให้รอบด้านรัดกุม เบื้องต้นวันนี้ก็ได้รับคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายไว้ และจะตรวจสอบพยานหลักฐานของผู้เสียหาย พร้อมนัดสอบปากคำ ส่วนผู้เสียหายรายใดที่อยู่ต่างจังหวัด ไม่สะดวกมาแจ้งความที่ บก.สอท. ก็สามารถแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่ได้ ซึ่งหากเกิดปัญหาติดขัดประการใด ให้ประสานมาที่ตำรวจไซเบอร์ ทางตำรวจไซเบอร์จะช่วยประสานตำรวจท้องที่ให้ ส่วนบริษัทคู่กรณีตำรวจก็มีการตรวจสอบไปแล้วบางส่วน เบื้องต้นพบว่าเปิดบริษัทถูกต้อง แต่ในทางข้อมูลสืบสวนไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด

พร้อมฝากเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อดูเพียงราคาถูกอย่างเดียว ต้องตรวจสอบชื่อบริษัท บัญชีธนาคารต่างๆ ว่ามีประวัติไม่ดีหรือไม่ก่อนด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ.