สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ว่า บริษัท เชลล์ หนึ่งในผู้ให้บริการพลังงานข้ามชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เนเธอร์แลนด์ และในสหราชอาณาจักร ประกาศปิดสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งในรัสเซีย การยุติการซื้อน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย


นอกจากนี้ เชลล์ยังประกาศเตรียมถอนตัวจากตลาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติเหลว ( แอลเอ็นจี ) ที่เกี่ยวกับรัสเซียด้วย โดยการดำเนินการดังกล่าว “เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล”


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังนายดมิโทร คูเลบา รมว.การต่างประเทศของยูเครน วิจารณ์การที่เชลล์ยังคงมีความร่วมมือกับรัสเซีย และเรียกร้องบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกแห่งนี้ ให้ยุติ “การทำธุรกิจร่วมกับรัฐบาลของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน”


ขณะที่ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศมาตรการ “โจมตีเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจรัสเซีย” นั่นคือ “การระงับนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติเหลว ( แอลเอ็นจี ) และพลังงานทุกชนิดที่มาจากรัสเซีย” หมายความว่า นับจากนี้เป็นต้นไป ท่าเรือของสหรัฐจะไม่ยอมรับเรือบรรทุกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน แอลเอ็นจี และพลังงานทุกชนิด ซึ่งมีต้นทางมาจากรัสเซียอีกต่อไป


อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐยอมรับว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างหนัก ต่อค่าครองชีพของชาวอเมริกัน แต่ “การปกป้องเสรีภาพย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย” ด้านบรรดาวุฒิสมาชิกทั้งจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันล้วนตระหนักดี และกำลังร่วมมือกัน เพื่อออกมาตรการรองรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในสหรัฐ


อนึ่ง หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า รัฐบาลวอชิงตันน่าจะดำเนินมาตรการดังกล่าวเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากสหภาพยุโรป ( อียู ) ไม่สามารถมีมติร่วมกันได้ในเรื่องนี้ หลังเยอรมนีออกมาเตือน ว่าอียูไม่สามารถละทิ้งพลังงานของรัสเซียได้ กระนั้น สหราชอาณาจักรซึ่งลาออกออกจากสหภาพไปแล้ว ประกาศเตรียมยุติการนำเข้าน้ำมันของรัสเซีย ภายในสิ้นปีนี้.

เครดิตภาพ : REUTERS