วันนี้ (7 เม.ย.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ การรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ว่าได้ย้ำกับที่ประชุมฯ ถึงการเตรียมความพร้อม และการปฏิบัติป้องกัน และรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากปัจจุบัน ที่หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชน ต้องตระหนักรู้ ตื่นตัว เตรียมความพร้อมรองรับรัฐบาลและสังคมดิจิทัล รวมถึงการผลักดันความร่วมมือกับ สถาบันการศึกษาด้านหลักสูตรทางไซเบอร์ และการจัดทำบันทึกความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถและความเข้มแข็งทางด้านไซเบอร์ของประเทศ
“ได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. เร่งกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ภัยทางไซเบอร์ กับหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานในกำกับ และขับเคลื่อนการดำเนินงาน ให้เป็นไปตามนโยบาย แผนงานและกฎหมายที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงผลกระทบด้านความมั่นคงและความเสียหายทางเศรษฐกิจ จากการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีมากขึ้น”

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ที่ประชุมยังรับทราบการปฏิบัติในภารกิจป้องกัน รับมือและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ รอบ 6 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.64-มี.ค.65) ซึ่งพบมีการแฮกเว็บไซต์ 52 เหตุการณ์ ข้อมูลรั่วไหล 26 เหตุการณ์ จุดอ่อนช่องโหว่ 23 เหตุการณ์ และอื่นๆ 32 เหตุการณ์ และที่ประชุมยังได้ร่วมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ การจัดทำ (ร่าง) บันทึกความร่วมมือ ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ระหว่าง สกมช. กับองค์กรหรือหน่วยงาน ทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การลดความเสี่ยงของอาชญากรรมทางไซเบอร์ การสนับสนุนนวัตกรรมเทคโนโลยี การเปิดกว้าง โปร่งใส ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติของการแข่งขันในกลไกตลาด รวมทั้งเห็นชอบการจัดทำ (ร่าง) บันทึกความร่วมมือกับกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและยกระดับการดูแล รับมือแก้ไข และป้องกันสถานการณ์ด้านภัยคุกคามไซเบอร์ต่อราชอาณาจักร
นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบการดำเนินงานของ สกมช.ที่สำคัญ ประกอบด้วย การขับเคลื่อนนโยบายและแผนความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การจัดทำกฎหมาย ประกาศ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงาน องค์กรทั้งภายในและต่างประเทศ การเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวมทั้งการพัฒนาบุคลากร ตลอดจนสร้างการตระหนักรู้ รวมทั้งการยกระดับหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศและหน่วยงานของรัฐ



