นายเดฟ เวสต์ ประธานกรรมการเอเชียแปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีนแผ่นดินใหญ่ ซิสโก้ ซีสเต็มส์ เปิดเผยว่า จากนี้ไปซิสโก้ จะมุ่งทรานส์ฟอร์มการดำเนินธุรกิจจาก “โปรดักส์ คอมปะนี” ไปสู่ “แพลตฟอร์ม คอมปะนี”โดยผลิตภัณฑ์ ที่จะออกมา จะประกอบด้วย ซอฟต์แวร์ที่เป็นโซลูชั่นต่างๆ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเน้นกลยุทธ์ นำเสนอเรื่องความปลอดภัย หรือซีเคียวริตี้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัฐมากในปัจจุบัน และทุกคนและทุกองค์กรต้องได้รับการปกป้อง โดยจะมีการพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆด้านซีเคียวริตี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยช่วงสองปีที่ผ่านมา การใช้บริการบนดิจิทัลเติบโตกว่า 30%

นายทวีวัฒน์ จันทรเสโน กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย กล่าวว่า ได้เปิดตัว เครื่องมือใหม่สำหรับการประเมินผลออนไลน์ โดยจะทำหน้าที่ประเมิน “ความพร้อมด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้” ของแต่ละองค์กรผ่านกลยุทธ์ “Zero Trust” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่มีการอนุญาตให้เข้าถึงสถาปัตยกรรมเครือข่ายขององค์กรในทุกกรณีจนกว่าจะผ่านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ กล่าวคือ เมื่อผู้ใช้เข้าถึงแอพพลิเคชั่นโดยใช้อุปกรณ์ ทั้งผู้ใช้และอุปกรณ์ก็จะถูกตรวจสอบ โดยการตรวจสอบความน่าเชื่อถือจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้ช่วยปกป้องแอพพลิเคชั่นและสภาพแวดล้อมขององค์กรให้ปลอดภัยจากผู้ใช้ อุปกรณ์ และตำแหน่งที่ตั้งใดๆ ก็ตาม

“เครื่องมือดังกล่าวจะประเมินระดับความพร้อมขององค์กรใน 6 ด้านตามแนวทางของ Zero Trust ซึ่งได้แก่ ผู้ใช้และการระบุอัตลักษณ์, อุปกรณ์, เครือข่าย, เวิร์กโหลด (แอพพลิเคชั่น), ข้อมูล และการดำเนินการด้านความปลอดภัย หลังจากที่องค์กรป้อนข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับความสามารถและนโยบายด้านการรักษาความปลอดภัยขององค์กร เครื่องมือนี้ก็จะประเมินสถานะความปลอดภัยโดยรวมขององค์กร โดยอ้างอิงเบนช์มาร์กของอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ”

ทวีวัฒน์ จันทรเสโน

นอกจากนี้เครื่องมือดังกล่าวจะสร้างรายงานเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร พร้อมทั้งระบุระดับความพร้อม ความท้าทาย และโอกาสในด้านต่าง ๆ ทั้ง 6 ด้านตามแนวทาง Zero Trust  และในกรณีที่จำเป็นก็จะแนะนำเทคโนโลยี และโซลูชั่นที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสถานะความปลอดภัยโดยรวมและความพร้อมขององค์กรในการทำงานแบบไฮบริด

อย่างไรก็ดีพบว่าธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยมีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในปัจจุบัน และมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นเพื่อปรับปรุงความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ รายงานผลการศึกษาของซิสโก้เกี่ยวกับไซเบอร์ซีเคียวริตี้สำหรับเอสเอ็มอี: การเตรียมความพร้อมขององค์กรธุรกิจในเอเชีย-แปซิฟิก สำหรับการป้องกันภัยทางดิจิทัลระบุว่า ในปัจจุบัน กว่าสามในสี่  หรือ 76% ของเอสเอ็มอีในไทยมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เมื่อเทียบกับ 12 เดือนที่แล้ว

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังเผยว่า สองในสาม  หรือ 65% ของเอสเอ็มอีในไทยพบเจอภัยคุกคามทางไซเบอร์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และราวครึ่งหนึ่ง หรือ 46% ระบุว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์ดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อธุรกิจ คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพราะว่าโซลูชั่นไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ใช้อยู่ไม่เพียงพอที่จะตรวจจับหรือป้องกันการโจมตี และการโจมตีเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดต่อเอสเอ็มอี เช่น ทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก และสูญเสียรายได้ รวมถึงทำลายชื่อเสียงขององค์กร

ขณะที่หลาย ๆ องค์กรต้องปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการทำงานไฮบริด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ส่งผลให้มีพนักงานจำนวนมากที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายขององค์กรและเข้าถึงข้อมูลจากภายนอกสำนักงาน โดยที่หลาย ๆ คน ใช้อุปกรณ์ส่วนตัวในการดำเนินการดังกล่าว เอสเอ็มอีไทยที่ตอบแบบสอบถามสำหรับการศึกษานี้ระบุถึงภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดต่อสถานะความปลอดภัยโดยรวมขององค์กร ซึ่งได้แก่ แล็ปท็อปที่ไม่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเหมาะสม การโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย และการใช้อุปกรณ์ส่วนตัว

 “การปรับใช้เทคโนโลยีอย่างกว้างขวางหมายถึงความเสี่ยงด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เพื่อนำเสนอแอพพลิเคชั่นและนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับการทำงานแบบไฮบริด ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าองค์กรได้รับการปกป้องอย่างรอบด้านเช่นกัน” นายทวีวัฒน์ กล่าว