คงมีแต่ประเทศไทยมั้ง ที่ตัวเลขคนจนที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นสิ่งดีงาม เอามาทำป้ายขนาดใหญ่ติดกลางสี่แยกราวผลงานชิ้นโบแดง สามารถเพิ่ม “คนจน” จาก 5 ล้าน เป็น 10 เป็น 12 ล้าน และตั้งเป้า 20 ล้านคน กลายเป็นนโยบายที่ใช้หาเสียงได้ ดีใจที่คนจะได้โชว์ “บัตรคนจน” มากขึ้น ถือเป็นความสำเร็จในการบริหารประเทศ ทั้งที่มันคือสิ่งประจานความล้มเหลวของตัวเองอย่างถึงที่สุด มันคือความทุเรศทุรังที่ทำงานไม่เป็น แต่ยังทู่ซี้จะอยู่ต่อ ทั้งที่ไร้ฝีมือ ไร้ประสิทธิภาพ ไร้กึ๋นในการบริหารจัดการปัญหาชาติที่กองสุมเป็นภูเขาเลากา จนนำมาสู่วิกฤติคนจนค่อนแผ่นดิน

นี่กระมัง ที่เรียกว่า ไทยแลนด์โอนลี่

กลับมาที่ “วิกฤติลูกหนี้กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)” บ้าง แน่นอนว่า เยาวชนที่ต้องกู้ กยศ.คือพวกคนจนระดับหนึ่ง พวกพ่อแม่รวยหรือมีฐานะจะส่งลูกเรียนได้ เด็กเหล่านี้ คงไม่ต้องดิ้นรนมาเป็นลูกหนี้ กยศ.ให้ชีวิตมีโซ่ตรวนตั้งแต่ยังไม่ตั้งไข่ กู้มาแล้วก็มีทั้งดอก ทั้งเงินค่าปรับ รวมทั้งต้องมีคนค้ำประกัน ครู พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ที่ต้องรับเคราะห์เวลาลูกหนี้หมดปัญญาจ่ายด้วยเหตุใดก็ตาม ครูบางคนค้ำประกันศิษย์หลายคน ถูกยึดบ้าน กลายเป็นข่าวซ้ำซาก

กยศ. – Sahapanich business technological college

ตัวเลขล่าสุด กยศ.ปล่อยกู้กว่า 6.9 แสนราย มีลูกหนี้ 6.2 ล้านราย ปิดบัญชี 1.6 ล้านราย เสียชีวิต 6.7 ราย อยู่ระหว่างการศึกษาไม่ต้องใช้หนี้ 1 ล้านราย อยู่ระหว่างใช้หนี้ 3.5 ล้านราย ในจำนวนนี้มีผู้ผิดนัดชำระหนี้ 2.5 ล้านราย เป็นเงิน 9 หมื่นล้าน มีลูกหนี้
ทยอยจ่ายคืน 1 ล้านราย กยศ.จะได้หนี้คืนปีละ 3 หมื่นล้าน และปล่อยกู้ได้ปีละ 4 หมื่นล้าน โดยคิดดอกเบี้ย 0.25% ต่อเดือน ไม่แพง (แต่ดอกเบี้ยเงินฝากก็ได้เท่านี้ล่ะ) คิดค่าปรับ 18% ของเงินต้น ซึ่งไม่น้อยเลย และนี่จะเป็นเหตุให้ลูกหนี้หนี้กยศ.มีหนี้ที่กลายเป็น
“ดินพอกหางหมู” 2.5 ล้านรายที่ติดหนี้อยู่ คงหมดปัญญาใช้หนี้

นายซูการ์โน มะทา ส.ส.พรรคประชาชาติ พรรคที่ดิ้นรนเสนอ ก.ม.ปลดหนี้ กยศ.ก่อนใครเพื่อน ก็ขอบันทึกไว้เป็นเกียรติ ประวัติ ณ ที่นี้ เปิดเผยว่า มีคนที่เกี่ยวข้องกับหนี้ กยศ. กว่า 20 ล้านคน ทั้งนี้ กยศ.เริ่มต้นจากเงินทุน 4,000 ล้านบาท เมื่อปี 2557 แต่จนถึงปี 2563 มีเงินกองทุน 38,744 ล้านบาท ส่วนต่างนั้นล่ะกำไร และใช้เงินจ้างทนายทวงหนี้ถึง 1,255 ล้านบาท ไปแล้ว

หากเศรษฐกิจดี ๆ พ่อแม่ทำมาหากินได้ปกติ จีดีพีโตต่อเนื่องปีละ 5-6% เด็กเป็นแสนไม่เตะฝุ่น คนเก่าไม่ตกงาน ไม่ซ้ำเติมด้วย “โควิด” ที่กิจกรรมธุรกิจทุกชนิดหยุดหายใจกว่า 2 ปี ลูกหนี้ กยศ.ก็คงไม่วิกฤติเช่นนี้ เหนืออื่นใด 8 ปีเต็มที่ “ระบอบประยุทธ์” ต้มยำทำแกงประเทศชาติจนหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงสุดกว่า 90% ของจีดีพี คนจน (เกือบ) ทั้งแผ่นดิน อีก 2 ปียังไม่รู้จะฟื้นได้จริงมั้ย นี่มันหนักหนายิ่งกว่า “ต้มยำกุ้งปี 40” ด้วยซ้ำ ตอนนั้นรัฐบาลตั้งสารพัดกองทุนเข้าไปอุ้มลูกหนี้ มีการ “แฮร์คัต” หนี้มหาศาล มีกฎหมายปล่อยผีลูกหนี้ล้มละลาย ผ่าน 3 ปี กลับมานับหนึ่งใหม่ได้

วิกฤติ กยศ.ยังสาหัสกว่า อนาคตชาติทั้งนั้น ทำไมจะไม่เข้าไปอุ้มล่ะ ที่ .. 314 เสียงต่อ 3 เสียง (จาก 13 พรรคการเมือง) เห็นชอบให้ผ่าน พ...กยศ.ฉบับแก้ไขใหม่ โดยต่อไปนี้ “ไม่ให้คิดดอกเบี้ย ไม่มีค่าปรับ ไม่ต้องค้ำประกัน โดยให้มีผลย้อนหลัง” พุธ 14 .. 65 ที่ผ่านมา จึงถูกต้องแล้ว ส.ส.จะดีจะชั่ว หัวใจต้องอยู่ที่ประชาชน วิกฤติหนี้ต้มยำกุ้งทั้ง แฮร์คัต ปล่อยผีล้มละลาย ที่เคยโวยวายกลัวจะเกิด Moral Hazard ความล่มสลายทางวินัยและศีลธรรมด้านการเงิน ก็ไม่เห็นจะเกิด ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ก็แข็งแรงขึ้น จนใช้หนี้หมด แล้วจะตีตนไปก่อนไข้ทำไม

ที่จริง เด็กที่เป็นหนี้ กยศ.ก็ยังต้องจ่าย “เงินต้นแบบเต็ม ๆ” เบี้ยวก็โดนคดีนะ ควรต้องแฮร์คัตบ้างด้วยซ้ำไป อาจดูไม่เป็นธรรมนักกับลูกหนี้ดีที่จ่ายหนี้คืนไปแล้ว แต่สภาวการณ์ทศวรรษก่อนกับทศวรรษนี้ต่างกันมากมาย คงต้องเปิดใจกว้างให้เพื่อนร่วมชาติที่เป็นหนี้ กยศ.ได้เกิดใหม่กันไป

เหนืออื่นใด กยศ.จะต้องบริหารแบบใหม่ ตามที่ นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.ปชป.เสนอแนะ นั่นคือ เลิกคิดแบบแบงก์ เอาแต่คิดดอกเบี้ย คิดค่าปรับ ขยี้คนค้ำประกัน มาทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนกับนักเรียน-นักศึกษา มีพันธกิจหลัก คือ ให้เรียนจบ มีงานทำ มีปัญญาจ่ายหนี้คืน

ส่วน ส.ส. 314 คน ควรต้องหาทุกวิถีทางทำให้ ก.ม.นี้ผ่านวุฒิสภาให้ได้ อย่าปล่อยให้ ส.ว.ลากตั้งกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางเด็ดขาด ถกเถียงให้เป็นประเด็นสาธารณะเป็นวาระแห่งชาติ ยิ่งดี

นี่คือทุกข์ของแผ่นดินโดยแท้.

———————
ดาวประกายพรึก