มอบถุงยังชีพ

            ที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย เทศบาลตำบลเขาพระงาม (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาพระงาม) หมู่ 4 บ้านไผ่ขวาง ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี วุฒิสภาโดยคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง นำโดย นายวิทยา ผิวผ่อง รองประธานกรรมการ คนที่หนึ่ง พร้อมด้วย พลเอกศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ นายประมาณ สว่างญาติ และ นายถาวร เทพวิมลเพชรกุล สมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัย การบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยมี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นางสุวจี ศิริปัญโญ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลพบุรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ โดยมี นายพูลสวัสดิ์ ถือคง นายกเทศมนตรีตำบลเขาพระงาม บรรยายสรุปสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ตำบลเขาพระงามให้คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคกลางได้รับทราบ

            จากนั้นคณะสมาชิกวุฒิสภา ได้พูดคุยให้กำลังใจประชาชน และมอบถุงยังชีพ สิ่งของจำเป็น จำนวน 100 ชุด (ได้รับเงินสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 50,000 บาท) มอบให้แก่ผู้นำชุมชนและประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่บ้านไผ่ขวาง ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี

             สำหรับสถานการณ์อุทกภัย น้ำในพื้นที่ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี น้ำเริ่มท่วมในวันที่ 26 กันยายน 2565 ในพื้นที่ของหมู่ 3, 4, 5, 6, 7, 8 และหมู่ 9 รวม 496 ครัวเรือน มีประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน 1,444 คน ซึ่งเทศบาลตำบลเขาพระงามได้ให้ความช่วยเหลือทุกด้าน และได้จัดตั้งศูนย์พักพิงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่วัดบ่อแก้ว หมู่ 5 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ให้ผู้ประสบอุทกภัยได้พักพิง จำนวน 36 ครัวเรือน 160 คน  (กฤษณพงศ์ – ธนพล / ลพบุรี) 

ต้อนรับเยาวชนแดนใต้

            จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 18 ตุลาคม 2565 ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย นางวัชราภรณ์ รุ่งสาคร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ นายอารีย์ วงศ์อารียะ รองประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ประธานกิจกรรมเปิดจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต้อนรับเยาวชน และครอบครัวอุปถัมภ์ โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 39 ซึ่งเยาวชนได้มาอาศัยอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากมีการคัดเลือกเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ มาก่อนหน้านี้

            โดยนายอารีย์ วงศ์อารียะ กล่าวว่า โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” จัดขึ้นเพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนวิถีชีวิตสังคมต่างพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่นับถือต่างศาสนากัน แต่สามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างมีความสุข สำหรับการจัดกิจกรรมโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ปีนี้เป็นรุ่นที่ 39 โดยจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 5-9 ตุลาคม 2565 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 15 วัน 14 คืน โดยมีเยาวชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นับถือศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธมาพำนักอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ ใน 5 อำเภอ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอวังน้อย อำเภอบางปะอิน และอำเภออุทัย รวมทั้งสิ้น 18 ครอบครัว มีเยาวชนเข้าร่วมโครงการ จำนวน 37 คน เป็นเยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลาม จำนวน 33 คน และ นับถือศาสนาพุทธ จำนวน 4 คน

            สำหรับโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง พร้อมเดินหน้าสานต่อในปีต่อๆ ไป สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี ได้แก่ นายอาทิตย์ บุญญะโสภัต อดีตอธิบดีกรมการปกครอง นายพิเชียน ลิมป์หวังอยู่ และคณะ นายไพรัตน์ เพชรยวน รองผู้ว่าราชการจังหวัด พ.อ.ภัทราวุธ ทิพยโกมุท รอง ผอ.รมน.จว. นายประพันธ์ ตรีบุบผา ปลัดจังหวัด นายธวัชชัย นิมา กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นายประดิษฐ์ รัตนโกมล ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และครอบครัวอุปถัมภ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าร่วมในกิจกรรม (ศูนย์ข่าวภาคกลาง)

ช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์และราษฎร

            วันที่ 14 ตุลาคม 2565 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธีมอบถุงยังชีพพระราชทาน ของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย แด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 145 ชุด และให้แก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอบางปะอิน อำเภอบางไทร อำเภอท่าเรือ และราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 8,541 ชุด เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแก่ราษฎร โดยมี หัวหน้าส่วนราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี ณ ศาลา SML เทศบาลตำบลตลาดเกรียบ ตำบลตลาดเกรียบ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสิ่งของพระราชทานที่นำมอบแก่ราษฎรในครั้งนี้ สร้างความปลื้มปีติยินดีแก่ราษฎรทุกหมู่เหล่า ซึ่งราษฎรผู้ประสบภัยที่ได้รับมอบถุงยังชีพพระราชทาน ต่างรู้สึกซาบซึ้งสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

            สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ทั้งหมด 16 อำเภอ ปัจจุบัน ประชาชนได้รับผลกระทบน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือน รวม 14 อำเภอ 150 ตำบล 963 หมู่บ้าน 66,348 ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับผลกระทบ รวม 13,417.1 ไร่ และเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด ในส่วนเขตพื้นที่อำเภอบางปะอิน ได้รับผลกระทบ จำนวน 12 ตำบล 83 หมู่บ้าน 8,547 ครัวเรือน ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบในเบื้องต้น โดยปัจจุบันยังคงมีการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง  (เผอิญ – วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)

ติดตามสถานการณ์น้ำ

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำ และเยี่ยมเยียนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยเทศบาลตำบลตลาดเกรียบ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน น้ำเหนือได้เดินทางมาถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว ทำให้สถานที่สำคัญและบ้านเรือนประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น และได้เดินทางไปติดตามการเสริมแนวป้องกันรับมือน้ำท่วมในพื้นอำเภอบางปะอิน อาทิ พระราชวังบางปะอิน วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร อำเภอบางปะอิน พบว่า ระดับน้ำสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 2 แห่ง เทศบาลตำบลตลาดเกรียบ และเทศบาลตำบลบางปะอิน ได้เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบในเบื้องต้นอย่างใกล้ชิด

            โดยปัจจุบันยังคงมีการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยจัดตั้งพนังกั้นน้ำและเตรียมก่อกระสอบทราย ซึ่งได้รับการสนับสนุนกำลังพลจากกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย กองพันทหารม้าที่ 5 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ นำกำลังมาประจำในพื้นที่ตั้งแต่เดือน กันยายน ที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.อภิชัย วิไลเนตร ผบ.มทบ.18 นางสมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายประพันธ์ ตรีบุปผา ปลัดจังหวัด รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางปะอิน หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และรายงานสถานการณ์น้ำ (ศูนย์ข่าวภาคกลาง)

สิงห์บุรีเปิดโรงครัวพระราชทาน

            วันที่ 18 ตุลาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุพจน์ ยศสิงห์คำ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมนายสมชาย ลีหล้าน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายสุรสิทธิ์ จันอุทา นายอำเภอพรหมุบรี นายถวิล ยี่สุ้นแสง พัฒนาการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วยพัฒนาการอำเภอพรหมบุรี หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัด/อำเภอ จิตอาสาพระราชทาน นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ตำบลบางน้ำเชี่ยว ตำบลพระงาม ตำบลหัวป่า ตำบลบ้านหม้อ ร่วมกันประกอบอาหารสำหรับแจกจ่ายแก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัยและวัดในพื้นที่อำเภอพรหมบุรี ในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ตำบลหัวป่า หมู่ที่ 3,5 ตำบลพระงามและหมู่ที่ 1, 2, 3, 4, 6, 8 ตำบลบ้านหม้อ จำนวน 1,392 ครัวเรือน ราษฎรจำนวน 4,372 คน จากมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย เพื่อประกอบอาหารแจกจ่ายให้ราษฎรผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 4,372 ชุด วันละ 1 มื้อ รวม 5 วัน 5 มื้อ โดยตั้งโรงครัว ณ กองอำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัย หอประชุมอำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ในระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2565 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอพรหมบุรี

             ทั้งนี้ อำเภอพรหมบุรี ประสบปัญหาอุทกภัย รวม 3 ตำบล 9 หมู่บ้าน 1,392 ครัวเรือน วัด 4 แห่ง พื้นที่การเกษตรเสียหาย 4,306 ไร่ เนื่องจากพายุโนรูทำให้เกิดฝนตกหนักประกอบกับการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรามากกว่า 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินามี ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ ตำบลหัวป่า ตำบลพระงาม และตำบลบ้านหม้อ อำเภอพรหมบุรี เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 และวันที่ 3 ตุลาคม 2565 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน บ้านเรือนของประชาชน พื้นที่ทางการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ สิ่งสาธารณประโยชน์ ส่งผลให้ราษฎรได้รับผลกระทบขยายเป็นวงกว้าง (อำนาจ สุขเย็น / สิงห์บุรี)

ประเพณีไทยรามัญบางขันหมาก     

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค.65 ที่ผ่านมา นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิดงาน “งานสืบสานประเพณีไทยรามัญบางขันหมาก” ประจำปี พ.ศ. 2565 ณ วัดอัมพวัน ตำบลบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยมีนางสุวจี ศิริปัญโญ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลพบุรี นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ว่าที่ ร.ต.ทรงพล แป้นแก้ว  นายอำเภอเมืองลพบุรี หัวหน้าส่วนราชการ และชาวไทยเชื้อสายมอญ บ้านบางขันหมาก เข้าร่วมงาน

            ทั้งนี้ วัดอัมพวัน ร่วมกับชมรมยุวชนไทยรามัญวัดอัมพวันลพบุรี, สภาวัฒนธรรมตำบลบางขันหมาก, องค์การบริหารส่วนตำบลบางขันหมาก, สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี และชาวบ้านบางขันหมาก เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี ที่ดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบต่อไป ซึ่ง “ประเพณีไทยรามัญ” เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชุมชน และท้องถิ่นที่ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา ในรูปแบบของขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมหรือการแต่งกายพื้นบ้าน ที่ชาวไทยรามัญบางขันหมากเป็นบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม เช่น ประเพณีลอยผ้าป่าทางเรือ ขบวนชักพระรูปเหมือนหลวงปู่ทอกรัก (ทอ-กรัก) สุวรรณะสาโร การตักบาตรพระร้อย การแข่งขันเรือพื้นบ้าน การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน รวมทั้งมีการแต่งกายพื้นบ้านที่สวยงาม เป็นต้น ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของชาวไทยรามัญบางขันหมาก ที่มีวัฒนธรรมประเพณี และภูมิปัญญาต่างๆ อยู่ในท้องถิ่นมากมาย

              สำหรับกิจกรรมดังกล่าว ได้มีการจัดขบวนชักพระรูปเหมือนหลวงปู่ทอกรัก สุวรรณะสาโร พระเถระที่เคร่งครัดต่อการปฏิบัติพระธรรมวินัย เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน และอดีตเจ้าคณะตำบลบางขันหมาก ท่านได้มรณภาพ เมื่อแรม 7 ค่ำ เดือน 11 ปีพุทธศักราช 2486 ซึ่งเวียนมาบรรจบครบอีก 1 ปี ประชาชนที่ยังมีความเคารพและศรัทธา ได้จัดขบวนชักพระรูปเหมือนหลวงปู่ทอ-กรัก ขึ้น เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาส สักการบูชา เพื่อเป็นสิริมงคลต่อชีวิต รวมทั้งเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของพระคุณท่าน จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของการจัดงานสืบสานประเพณีไทยรามัญบางขันหมากในครั้งนี้ด้วย  (กฤษณพงศ์ อยู่รอด – ธนพล อาภรณ์พงษ์ / ลพบุรี)

กาชาด ช่วยบรรเทาทุกข์น้ำท่วม

             ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมนางวันทนา ดำธรรม นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี นายสมภพ สิมิตะสิริ รอง ผวจ. นางอังคณา ชิตะติตติ รอง ผวจ. นายเอกพร จุ้ยสำราญ รอง ผวจ. และหัวหน้าส่วนราชการ ลงพื้นที่ให้กำลังใจบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่โรงครัวประกอบอาหารธารน้ำใจคนไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเสาไห้ และพื้นที่ใกล้เคียง ของจังหวัดสระบุรี ที่วัดสมุหประดิษฐาราม อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกคอรง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน และจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ร่วมประกอบอาหารและบรรจุเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน สำหรับพื้นที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากชุมชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ติดริมแม่น้ำป่าสักซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน 12 ตำบล 807 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อน 2,735 คน  51 หมู่บ้าน

              นายชำนาญ แตงจุด หัวหน้าสำนักงาน (ปภ.) จังหวัดสระบุรี กล่าวรายงานว่า จังหวัดสระบุรี มีพื้นที่ได้ผลกระทบน้ำท่วม จำนวน 13 อำเภอ 58 ตำบล 252 หมู่บ้าน  23 ชุมชน 6,528 ครัวเรือน 11,990 คน  โรงเรียน 5 แห่ง วัด 5 แห่ง โรงงาน/บริษัท 1 แห่ง รวมพื้นที่กระทบด้านเกษตร ด้านพืช  รวม 4,674.25 ไร่ เป็นนาข้าว 1,309.25 ไร่ พืชผัก/พืชไร่ 3,303.25 ไร่  ไม้ผล/ไม้ยืนต้น 60.75  ไร่ ไม้ดอก 1 ไร่ ปศุสัตว์ เป็น สัตว์ใหญ่ (แพะนม 30 ตัว/โคเนื้อ 41ตัว) ไก่พื้นเมือง 2,500 ตัว ด้านประมง ปลาหรือสัตว์น้ำอื่น ๆ 558.10 ไร่ สัตว์น้ำเลี้ยงในกระชัง 28 กระชัง/บ่อซีเมนต์ 515 บ่อ (สมนึก สุขีรัตน์/สระบุรี)

EM ball ปรับสภาพน้ำเน่าเสีย

            นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ร่วมกับ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ และเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการต่างๆ ระดมเจ้าหน้าที่ทำจุลินทรีย์ก้อน EM ball จำนวน 1,000 ก้อน เพื่อการฟื้นฟูคุณภาพน้ำในพื้นที่น้ำท่วมที่เริ่มเน่าเสีย ที่หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี ตำบลตะกุด อำเภอเมืองสระบุรี ได้จัดกิจกรรมทำจุลินทรีย์ก้อน EM ball และน้ำหมักชีวภาพเพื่อเป็นการฟื้นฟูคุณภาพน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในจังหวัดสระบุรี และหน่วยงานของภาครัฐในเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ จึงจัดทำจุลินทรีย์ก้อน EM ball จำนวน 1,000 ก้อน เพื่อมอบให้กับอำเภอที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำขังเป็นเวลานาน และน้ำเริ่มเน่าเสีย มีกลิ่นเหม็น เช่น อำเภอเสาไห้ อำเภอบ้านหมอ อำเภอดอนพุด นำไปบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ เพื่อการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียในช่วงอุทกภัยหลังน้ำลดลงเป็นการบรรเทาและแก้ปัญหาน้ำเสียให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต่อไป (สมนึก สุขีรัตน์ / สระบุรี)

เครือเซ็นทรัล ช่วยเหลือน้ำท่วม

            ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ นำโดย คุณวันชัย ช้างงาม ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) คุณศุภวีย์ ประสิทธิวรวิทย์ ผู้จัดการอาวุโส แผนกกลยุทธ์การตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มอบน้ำดื่ม จำนวน 2,280 ขวด เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยจากสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดนนทบุรี โดยมีคณะผู้บริหารของเทศบาลนครปากเกร็ด นำโดย นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด นายสุทร บุญสิริชูโต ปลัดเทศบาลนครปากเกร็ด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการร่วมให้การต้อนรับและรับมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ ณ บริเวณหัวถนนท่าน้ำปากเกร็ด  (สมคิด – สมนึก ลือประดิษฐ / นนทบุรี)

โครงการมิลลิเมด ช่วยน้ำท่วม

            วันที่ 17 ตุลาคม 2565 ทางศูนย์ข่าวสารประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา แจ้งว่า นายแพทย์ธเนศ ดุสิตสุนทรกุล  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา รับมอบเงินสดจำนวน 1,000,000บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) จากผู้แทนบริษัทมิลลิเมด ตาม “โครงการมิลลิเมด ร่วมมือกันต้านภัยน้ำท่วม ปี2565” ให้แก่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและพัฒนาโรงพยาบาล ในนาม โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา กราบขอบพระคุณผู้มีอุปการคุณมา ณ ที่นี้  (วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)

รับสิ่งของช่วยน้ำท่วม

            นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รับมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 100 ชุด จากบริษัท แซด คูโรดา (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมกับคณะผู้บริหารการคลังประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำโดย นางธัญพร ตันติยวรงค์ สรรพากรพื้นที่พระนครศรีอยุธยา 2 พร้อมบุคลากรในหน่วยงานสังกัดกระทรวงการคลัง และรับมอบน้ำดื่ม 200 โหล (2,400 ขวด) จากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน) นำโดย คุณสุทธิวัชร์ แสงสว่างโชติ ผู้จัดการแผนกวิศวกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณสุมนต์ทิพต์ สุขขีมนต์ ผู้จัดการเอไอเอสช็อปสาขาอยุธยาซิตี้พาร์ค ณ ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสนับสนุนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ โดยมี นายประทีป การมิตรี และ นายไพรัตน์ เพชรยวน รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมเป็นสักขีพยานการรับมอบในครั้งนี้  (ศูนย์ข่าวภาคกลาง)

แข่งเขียนโปรแกรมคุมหุ่นยนต์

            นายธีรพล ขุนเมือง อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทรส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า จุดเน้นของ มทรส. มีการพัฒนากำลังคนด้านวิชาชีพและเทคโนโลยีชั้นสูง ให้มีสมรรถนะในการเป็นผู้ประกอบการและตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และทิศทางการพัฒนาของประเทศ โดยเน้นเรียนทฤษฎีควบคู่การปฏิบัติอย่างเข้มข้นในรูปแบบของ “สหกิจศึกษา” เพื่อให้เป็นบัณฑิตนักปฏิบัติมืออาชีพ เรียนจบสามารถทำงานได้ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงอุตสาหกรรมปัจจุบันได้นำหุ่นยนต์มาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานและลดต้นทุนการผลิต มทรส. โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ จึงร่วมมือกับภาคเอกชนจัดการแข่งขัน “Cobot Contest Thailand 2022” ขึ้น เพื่อให้นักศึกษาและอาจารย์ได้ร่วมกันสร้างโปรแกรมเพื่อควบคุมหุ่นยนต์ เป็นการเสริมทักษะให้แก่นักศึกษา ในระหว่างการเรียน ให้มีความรู้ในเชิงปฏิบัติมากยิ่งขึ้น

            ผศ.พัชระ กัญจนกาญจน์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การแข่งขันครั้งนี้ได้ร่วมกับ บริษัท เอบีบี (ไทยแลนด์) จำกัด และ บริษัท ยูเอสอี.โฟล-ไลน์ จำกัด จัดการแข่งขัน “Cobot Contest Thailand 2022” ระหว่าง วันที่ 27-28 ตุลาคม 2565 ณ หอประชุมพระพิรุณระลึกโปรดเกล้าฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นกิจกรรมการเข่งขันให้นักศึกษาได้แสดงความรู้ ความสามารถในการใช้ทักษะ เขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมหุ่นยนต์  Cobot (Collaborative robot) หรือ หุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่ร่วมกับมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่  ให้สามารถทำภารกิจต่างๆ ที่กำหนดได้ เช่น การคัดแยกสิ้นค้า การจัดเรียงสินค้าได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ เป็นต้น โดยขณะนี้มีทีมที่สมัครแล้วทั้งสิ้น จำนวน 60 ทีม ทีมละ 4 คน (อาจารย์ 1 คน นักศึกษา 3 คน) และผ่านรอบการคัดเลือกเพื่อเข้าชิงชนะเลิศจำนวน 36 ทีม จากสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการฝึกอบรมก่อนการแข่งขันให้ความรู้ทางด้านหุ่นยนต์ Cobot ก่อน เป็นเวลาอย่างน้อย 3 วัน เพื่อได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ สำหรับรางวัลทีมที่ชนะเลิศและรองชนะเลิศอันดับที่ 1 และ 2 มีมูลค่ารวมกว่า 1,000,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล โดยทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันจะได้ไปศึกษาดูงานโรงงานผลิตหุ่นยนต์ ABB ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน (Shanghai factory in 2023) เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนาอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาในประเทศ ต่อไปด้วย จึงขอเชิญชวนผู้สนใจ ร่วมชม เชียร์ และให้กำลังใจนักศึกษาได้ตามวันและสถานที่ข้างต้น (เผอิญ – วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)

ดร.ต้น รับโล่

            จากการทุ่มเทการทำงานในพื้นที่ ช่วยเหลือราษฎร ของ ดร.พงศกร มงคลหมู่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ พร้อมทำคุณประโยชน์ในการทำงานร่วมกัน ประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ในพื้นที่ลดคดีอาชญากรรม ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบโล่รางวัลเกียรติคุณให้เป็นขวัญ กำลังใจ ในการทำงานต่อไป  (วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)