นางเอลิซาเบธ บอร์น นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส มองว่าการปฏิรูปเป็นสิ่งจำเป็นทางการเงิน เพื่อรักษาระบบบำนาญให้ลอยตัว มากกว่าเป็นตัวเลือกทางการเมือง ซึ่งภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว ชาวฝรั่งเศสส่วนมากจะทำงานจนถึงอายุ 64 ปี แต่กระนั้น มันก็ต่ำกว่าอายุเกษียณ 65 ปี ตามที่มาครงให้คำมั่นไว้ในการรณรงค์หาเสียง เมื่อปีที่แล้ว และไม่สามารถทำให้ฝรั่งเศสอยู่ในแนวทางเดียวกัน กับสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ได้
ยิ่งไปกว่านั้น สหภาพแรงงานได้กล่าวโจมตีการปรับอายุเกษียณอย่างไม่รอช้าว่า เป็นการสร้างความเสียหายต่อระบบสวัสดิการของฝรั่งเศสอย่างโหดร้าย พร้อมกับเสริมว่าจะนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศรอบแรกในวันที่ 19 ม.ค. นี้ และมีแนวโน้มที่จะทำเช่นนี้อีกในภายหลัง
บอร์นกล่าวว่า รัฐบาลจะเร่งแผนการขยายการจ่ายเงินบำนาญเป็น 43 ปี แต่ให้สัปทานต่าง ๆ รวมถึงการจ่ายเงินบำนาญขั้นต่ำ 1,200 ยูโรต่อเดือน (ประมาณ 43,000 บาท) เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายอนุรักษนิยม
ขณะที่นายมาตีเยอ เพลน นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยโอเอฟซีอี กล่าวว่า การปฏิรูปมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อคนที่เริ่มงานก่อนกำหนด โดยเฉพาะชนชั้นกลาง ที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก
การปฏิรูปให้ความน่าเชื่อถือที่ต้องการบางส่วนแก่คำมั่นสัญญาของมาครง ซึ่งจะทำให้งบประมาณขาดดุลในขอบเขตที่สหภาพยุโรป (อียู) กำหนด เมื่อเขาสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ในปี 2570
การเลื่อนอายุเกษียณออกไปอีก 2 ปี และการขยายระยะเวลาการจ่ายเงิน จะทำให้เงินสมทบบำนาญประจำปีเพิ่มขึ้นอีก 17,700 ล้านยูโร (ประมาณ 634,000 ล้านบาท) ซึ่งจะส่งผลให้ระบบบำนาญเท่าทุนภายในปี 2570 ตามการประมาณการจากกระทรวงแรงงานฝรั่งเศส
อนึ่ง รัฐบาลปารีสประมาณการว่า การปฏิรูปดังกล่าว จะทำให้มีจำนวนกำลังแรงงานมากกว่าที่เคยมีมาถึง 300,000 คน ภายในปี 2570 ซึ่งจะสร้างเปอร์เซ็นต์เพิ่มเติมให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
อย่างไรก็ตาม แผนการเหล่านั้น ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า ดำเนินการช้าเกินไป จะขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่ดำเนินการปฏิรูป เช่น การยกเครื่องเงินบำนาญที่กระตุ้นตลาดแรงงาน และควบคุมการใช้จ่ายของประชาชน
ทั้งนี้ทั้งนั้น เพลนระบุว่า การปฏิรูปจะเก็บเกี่ยวเงินออมตามที่สัญญาไว้ได้ก็ต่อเมื่อ ตลาดแรงงานสามารถดูดซับคนงานเพิ่มเติม ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากการรับประกันอย่างมาก เพราะฝรั่งเศสมีอัตราการว่างงานมากกว่า 7% “ความเสี่ยงคือ จะมีคนตกงานมากขึ้น และหากเป็นเช่นนั้น เราจะไม่ได้รับเงินออมเลย” เพลน กล่าวทิ้งท้าย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : REUTERS



