การโน้มน้าวให้ญี่ปุ่นเข้าร่วมกับความพยายามของสหรัฐ ซึ่งจะจำกัดการเข้าถึงของจีน ในเทคโนโลยีการผลิตชิพของสหรัฐ และตัดขาดจีนจากชิพเซมิคอนดักเตอร์บางประเภทที่ผลิตที่ใดก็ได้ในโลก จะเป็นสิ่งที่ไบเดนต้องทำเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเขาพบกับนายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ผู้นำญี่ปุ่น ในกรุงวอชิงตัน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

แม้ญี่ปุ่นจะเห็นชอบในวงกว้างกับเป้าหมายของรัฐบาลวอชิงตัน ในการขยายการควบคุมการส่งออกชิพของสหรัฐ แต่รัฐบาลของคิชิดะกลับมีความคลุมเครือเกี่ยวกับขอบเขตที่จะเข้าร่วม

อย่างไรก็ดี ความลังเลดังกล่าวเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตชั้นนำด้านอุปกรณ์เครื่องมือเฉพาะทางที่จำเป็นต่อการผลิตชิพระดับสูง และบริษัทต่าง ๆ ของประเทศยังถือครองส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกถึง 27% ตามข้อมูลของสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (เอสไอเอ)

CNA

เบื้องหลังการผลักดันของสหรัฐในการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง คือความตื่นตระหนกที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเพิ่มกำลังทหารของจีน และความพยายามที่จะแซงหน้าสหรัฐในด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และคอมพิวเตอร์ควอนตัม

เนื่องด้วยความกลัวว่าสิ่งนี้จะทำให้เกิดความได้เปรียบทางทหารสำหรับจีนที่ก้าวร้าวยิ่งขึ้น บรรดาเจ้าหน้าที่สหรัฐจึงหวังว่า การเก็บชิพที่ล้ำสมัยที่สุด รวมถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นในการผลิตมัน ให้พ้นจากเงื้อมมือของจีน จะชะลอความก้าวหน้าในเทคโนโลยีระดับสูงของอีกฝ่ายได้

แต่ถ้าญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ไม่กำหนดการควบคุมการส่งออกของตนเอง ในไม่ช้า จีนจะสามารถจัดหาอุปกรณ์ที่ต้องการได้สำเร็จด้วยวิธีอื่น ๆ แม้ว่าบริษัทสัญชาติอเมริกันจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดก็ตาม

อนึ่ง ข้อตกลงของสหรัฐกับเนเธอร์แลนด์อาจอยู่ใกล้แค่เอื้อม โดยผู้บริหารอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือรายหนึ่ง ซึ่งคุ้นเคยกับภาคส่วนนี้ของประเทศ กล่าวว่า หากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์กำหนดการควบคุมการส่งออกที่คล้ายคลึงกันในอุตสาหกรรมของประเทศ บริษัทเอเอสเอ็มแอล โฮลดิง อาจไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรง เนื่องจากเครือข่ายลูกค้าที่กว้างขวางนอกจีน

“หากการทูตของสหรัฐประสบความสำเร็จ นโยบายของสหรัฐอาจส่งผลกระทบตามที่ตั้งใจไว้” นายคริส มิลเลอร์ ผู้เขียนหนังสือ “Chip War” และรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยทัฟส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ญี่ปุ่นเข้าร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่เครื่องมือการผลิตชิพ จะทำให้สหรัฐสามารถวางอุปสรรคจำนวนมากเพื่อขัดขวางความสามารถของจีน ในการพัฒนาการผลิตชิพภายในประเทศของตัวเอง และมันจะส่งผลกระทบต่อความทะเยอทะยานด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ ของรัฐบาลปักกิ่งด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น บริษัทญี่ปุ่นสามารถชดเชยธุรกิจในจีนที่สูญเสียไปได้ ด้วยการขยายธุรกิจไปที่อื่น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไม่ว่าจะดีหรือร้าย กลยุทธ์เซมิคอนดักเตอร์ของญี่ปุ่นก็กำลังดำเนินไปตามที่สหรัฐต้องการ.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS