รัฐธรรมนูญของกัมพูชา ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่ชาวกัมพูชา ครอบครองที่ดิน หรือทรัพย์สินชั้นระดับพื้นดิน แต่ชาวต่างชาติสามารถซื้ออพาร์ตเมนต์คอนโดได้ ตราบใดที่พวกเขาเป็นเจ้าของห้องชุดน้อยกว่า 70% และมีชาวต่างชาติหลายคน “เป็นเจ้าของที่ดินจริง ๆ” โดยใส่ชื่อของชาวกัมพูชาที่เชื่อถือได้ จากนั้นจึงลงนามในสัญญาแยก ซึ่งรับประกันสิทธิในการขายต่อ และการครอบครองที่ดินผืนนั้น
ทว่าภายหลังการประชุมภาครัฐ-เอกชน เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ฮุน มาเนต ชี้ว่า ชาวต่างชาติสามารถเช่าที่ดิน หรือวิลล่าชั้นระดับพื้นดิน และบ้าน ได้นานถึง 50 ปี ซึ่งกลไกการเช่าระยะยาวนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาล ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเสถียรภาพ และการเติบโต โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่ไม่ว่าจะกัมพูชาจะมีนโยบายใหม่หรือไม่ก็ตาม คำถามสำคัญ คือ หากชาวต่างชาติสามารถซื้อที่ดินในประเทศผ่านทรัสต์ หรือตัวแทนชาวกัมพูชา หมายความว่า ชาวต่างชาติคนนั้นจะเป็นเจ้าของที่ดินโดยพฤตินัยหรือไม่ และสิ่งที่บ่งบอกถึง “ความเป็นเจ้าของ” คืออะไร
ปัจจุบัน หนี้สินภาคเอกชนของกัมพูชา อยู่ที่ประมาณ 182% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราสูงที่สุดในเอเชีย ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการ คือ การทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้นอีกครั้ง ซึ่งการอนุญาตให้ชาวต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์หลายประเภทมากขึ้น จะทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นเช่นกัน
แม้ภาคเอกชนร้องขอให้รัฐบาลกัมพูชา อนุญาตให้ชาวต่างชาติซื้อ และเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ สิ่งนี้จะไม่เป็นที่นิยมในหมู่มวลชนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน และอาจมีสภาพไม่ดีนัก เมื่อเจอกับการเก็งกำไรจากต่างประเทศระลอกใหม่ เนื่องจากกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ เป็นนโยบายสำหรับคนรวย ซึ่งหากชาวต่างชาติได้รับอนุญาตให้ซื้อที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์หลายประเภทมากขึ้น เจ้าของที่ยากจน และผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สิน ก็จะเป็น “ผู้แพ้” อีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น พล.อ.ฮุน มาเนต ยังตกอยู่ในภาวะผูกพัน เพราะเขาจะต้องประนีประนอมกับภาคเอกชน มากกว่าสมเด็จฮุน เซน บิดาของเขา และขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ต้องการถูกชาวกัมพูชาทั่วไปมองว่าเป็น “ขี้ข้า” ของนักลงทุนที่ร่ำรวย และนักลงทุนชาวจีน
อย่างไรก็ดี ถ้า พล.อ.ฮุน มาเนต ต้องตัดสินใจ เขาน่าจะเข้าข้างภาคธุรกิจ เนื่องจากรัฐบาลต้องการรายได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการใช้จ่าย และกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ อีกทั้งรัฐบาลของเขาจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ นั่นจึงต้องให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



