“มันมีการแบ่งขั้วในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศนี้” นายแดเนียล ไมโล อดีตเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับผิดชอบการติดตามข้อมูลบิดเบือน ซึ่งปัจจุบันทำงานให้กับบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง กล่าวเพิ่มเติมว่า การระบาดของโรคโควิด-19 และสงครามในยูเครน คือสิ่งที่ทำให้ความแตกแยกภายในสโลวาเกีย เลวร้ายยิ่งขึ้น

แม้สโลวาเกีย ไม่ได้เปิดเผยตัวตนของผู้ต้องสงสัย ซึ่งถูกจับกุมทันทีในที่เกิดเหตุ และถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่สำนักข่าวท้องถิ่นหลายแห่ง อ้างแหล่งข่าวของตำรวจว่า คนร้ายชื่อนายยูราจ ซินตูลา นักเขียนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง วัย 71 ปี ซึ่งเขามีแรงจูงใจในการก่อเหตุ “เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง”

เหตุการณ์ลอบยิงสังหารดังกล่าว ถูกแต่ละฝ่ายหยิบยกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มผู้สนับสนุนฟิโก โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า ผู้ต้องสงสัยเป็น “พาหะไวรัสเสรีนิยม” ที่ต้องถูกกำจัด ส่วนผู้วิจารณ์ของฟิโก กล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีและผู้สนับสนุนของเขา ต่างเป็นพวกหัวรุนแรงฝ่ายขวา

ด้านนายมาตุส ซูทัจ เอสตอก รมว.มหาดไทยของสโลสวาเกีย กล่าวเตือนว่า ประเทศอยู่ใกล้สงครามกลางเมือง “เพียงแค่เอื้อมมือ” ซึ่งความพยายามลอบสังหารนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันเรื่องข้างต้น

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อาวุโสในพรรคสเมอร์ของฟิโก ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กล่าวหาว่า นักข่าวฝ่ายเสรีนิยม และนักการเมืองฝ่ายค้าน เป็นแรงจูงใจให้คนร้ายเปิดฉากยิงนายกรัฐมนตรี ด้วยการเผยแพร่ความเกลียดชัง

อนึ่ง ฟิโกกำลังผลักดันการยกเครื่องระบบตุลาการ ซึ่งก่อให้เกิดการโต้เถียงอย่างดุเดือด เพื่อจำกัดขอบเขตของการสืบสวนคดีทุจริต, ปรับเปลี่ยนระบบแพร่ภาพกระจายเสียงระดับชาติ เพื่อกำจัดสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า “อคติแบบเสรีนิยม” และเพื่อปราบปรามองค์กรอิสระ (เอ็นจีโอ) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ฟิโกยังคัดค้านการมอบความสนับสนุนทางทหารให้แก่ยูเครน, ต่อต้านสิทธิของกลุ่มคนเพศทางเลือก กับอำนาจของสหภาพยุโรป (อียู) และสนับสนุนความสัมพันธ์ฉันมิตรกับรัสเซีย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่า รัฐบาลของฟิโก เตรียมพื้นที่สำหรับความรุนแรงด้วยการเพิ่มความตึงเครียด แถมชาวสโลวาเกียบางคน ก็เปรียบเทียบเขากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียด้วย

น.ส.โดมินิกา ฮัจดู นักวิจัยจากกลุ่มวิจัย “กลอบเซก” (Globsec) ในกรุงบราติสลาวา กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้บรรยากาศในสโลวาเกีย ตึงเครียดและเดือดระอุ คือการที่ประเทศอยู่ใน “การณรงค์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง” นับตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ซึ่งการหาเสียงที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการโจมตีทางการเมืองที่รุนแรง และบ่อยครั้งมากขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ฮัจดู กล่าวเพิ่มเติมว่า ความแตกแยกที่ร้าวลึกของสโลวาเกีย ส่วนหนึ่งมาจากประวัติศาสตร์ของประเทศ ซึ่งตกอยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรีย และฮังการี นานหลายศตวรรษ ตามด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของ “เช็กโกสโลวาเกีย” ยาวนานถึง 70 ปี ก่อนกลายเป็นประเทศที่ได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ เมื่อปี 2536

“เรื่องเล่าระดับชาติที่สำคัญคือ เราถูกใครบางคนกดขี่มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นชาวออสเตรีย, ชาวฮังการี, ชาวเช็ก, ชาวโซเวียต หรือใครก็ตาม ซึ่งมันทำให้พวกเรารู้สึกอยู่เสมอว่า มีกลุ่มที่กำลังคุกคามเรา และสิ่งนี้ได้นำไปสู่รูปแบบการเมืองที่แตกแยกอย่างมาก” ฮัจดู กล่าวทิ้งท้าย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP