กาแฟดำ ซึ่งชงกับนมข้นหวานหรือไข่ในบางครั้ง ถือเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมเวียดนามมาอย่างยาวนาน แต่การเปิดคาเฟ่ ไม่ใช่อาชีพที่ผู้ปกครองชนชั้นกลางจำนวนมากในประเทศ เลือกที่จะทำเพื่อบุตรหลานของพวกเขา
“ในตอนแรก ครอบครัวของผมไม่รู้เรื่องนี้มากนัก แต่พวกเขาก็ค่อย ๆ รู้ในภายหลัง และไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไหร่” ตู วัย 32 ปี กล่าว
พ่อแม่ของตู พยายามโน้มน้าวหลายครั้งหลายคน ให้เขาทำงานวาณิชธนกิจ ซึ่งมีรายได้ดี แต่ตูก็อดทนต่อคำเกลี้ยกล่อมเหล่านั้น และเปิดร้านกาแฟ “รีไฟนด์” (Refined) 4 แห่ง ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ในกรุงฮานอย
ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ร้านกาแฟทุกสาขาของตู ต่างแน่นขนัดไปด้วยคนรักกาแฟที่เพลิดเพลินกับกาแฟโรบัสต้าของเวียดนาม ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนบาร์ค็อกเทล มากกว่าคาเฟ่เสียอีก
อนึ่ง เวียดนามเผชิญกับความยากจนข้นแค้นมาเป็นเวลานาน จนถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ซึ่งเศรษฐกิจของประเทศค่อย ๆ ดีขึ้นจากการผลิตที่เฟื่องฟู กระนั้น ผู้ปกครองหลายคนต้องการให้บุตรหลานของพวกเขามีความก้าวหน้าทางสังคม ด้วยการก้าวเข้าสู่วิชาชีพที่มั่นคงและมีรายได้ดี เช่น การแพทย์ และกฎหมาย
ในทางกลับกัน กาแฟก็กลายเป็นคำที่ใช้แทนความคิดสร้างสรรค์ และการแสดงความเป็นตัวเอง ซึ่งนางซาราห์ แกรนต์ รองศาสตราจารย์ และนักมานุษยวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านเวียดนาม จากมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ในเวียดนาม คาเฟ่กลายเป็นช่องทางทำลายบรรทัดฐานที่ครอบครัวกดดันให้บุตรหลานเรียนหนังสือเก่ง ๆ, เข้ามหาวิทยาลัย, เรียนจบระดับปริญญา ตลอดจนทำงานในสิ่งที่คุ้นเคย และมีความมั่นคงทางการเงิน
“ร้านกาแฟกลายเป็นพื้นที่ของความเป็นไปได้ ซึ่งคุณสามารถรวมตัวผู้คนที่มีความสร้างสรรค์ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็น นักออกแบบกราฟิก, นักดนตรี และคนที่ชอบลงมือทำด้วยตัวเอง” แกรนต์ กล่าวเพิ่มเติม
ทั้งนี้ กาแฟเข้ามาในเวียดนามเป็นครั้งแรก เมื่อช่วงทศวรรษที่ 1850 ระหว่างการปกครองอาณานิคมของฝรั่งเศส ทว่าการเปลี่ยนแปลงสู่การผลิตกาแฟโรบัสตาปริมาณมาก ในช่วงทศวรรษที่ 1990 และช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ และผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่อันดับสองของโลก
ด้านแกรนต์กล่าวเสริมว่า ความหลงใหลในธุรกิจกาแฟของเวียดนาม มักเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ดังกล่าว และผู้ประกอบการกาแฟ ต่างภูมิใจที่เวียดนามเป็นประเทศผลิตกาแฟ และมีอำนาจมากมายในตลาดระดับโลก
ตามข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ “ไมแบรนด์” อุตสาหกรรมร้านกาแฟของเวียดนาม มีมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13,400 ล้านบาท) และเติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 8% ต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สันทัดกรณีบางคนกล่าวว่า เวียดนามยังมีร้านกาแฟอีกหลายพันแห่ง ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนกับทางการอย่างเป็นทางการด้วย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP








