ในวันที่ 1 ก.พ.ได้จัดเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ( อบจ.) และ ส.อบจ.ซึ่งในบางจังหวัดก็ทำประชาชนหัวเสียไปพอสมควร เพราะปีที่แล้วก็เพิ่งเลือกนายก อบจ.อยู่หลัด ๆ แล้วจะต้องมาเลือก ส.อบจ.อีก ทางอดีตนายกฯชวน หลีกภัย ก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ อบจ.ลาออกก่อนหมดวาระเพื่อไปเตรียมการลงเลือกตั้งใหม่ เพราะเปลืองงบประมาณจัดเลือกตั้ง 2 รอบ งบพวกนั้น อบจ.ก็ต้องจ่ายเองด้วย อาจต้องไปเบียดบังงบสำรองฉุกเฉิน ( งบที่ อบจ.จัดเก็บได้และเหลือใช้ เขาก็จะกันไว้เป็นเงินเก็บ ไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน เช่น ตอนโควิดระบาด อบจ.ก็ซื้อวัคซีนเอง )

ทางฝั่งนายก อบจ.ที่ลาออก ก็บอกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาการอนุมัติโครงการก่อนเลือกตั้ง 90 วัน แล้วจะถูกร้องเรียนว่า “เพื่อหวังผลหาเสียงการเลือกตั้ง” ตรงนี้ “บิ๊กแจ๊ส”พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี เคยอธิบายตอนลาออกไว้ทำนองว่า มันมีโครงการที่จำเป็นต้องอนุมัติเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำในช่วงนั้น ..อย่างไรก็ตาม  อดีตนายกฯชวนก็มองว่า..ไม่ใช่เรื่องที่บางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.) จะต้องจัดเลือกตั้งสองครั้ง นายกครั้งนึง สภาครั้งนึง จึงยื่นหนังสือให้ผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) พิจารณาปรับแก้กฎหมายเพื่อประหยัดงบประมาณและประหยัดเวลาของประชาชน

การเมืองภาพใหญ่จะรุกลงท้องถิ่นมากขึ้น สังเกตดูเที่ยวนี้ “อดีตนายกฯแม้ว” ทักษิณ ชินวัตร ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้เอง ไม่น่าจะเพราะเหงากลับมาไม่มีอะไรทำ แต่คงหวังผลเก็บคะแนนนิยมไปจนถึง“เชคชื่อ”ว่าใครยังมั่นคงอยู่กับตัวเองบ้าง ความคึกคักอีกอย่างหนึ่งมาจากพรรคประชาชน ( ปชน.) ประกาศจะเริ่มทำการเมืองจากท้องถิ่น สร้างท้องถิ่นแบบใหม่ ที่มีส่วนในการตัดสินใจอนาคตของตัวเอง ..ซึ่งเรื่อง “สร้างท้องถิ่นแบบใหม่ที่มีส่วนในการตัดสินใจอนาคตของตัวเอง” นี่พรรคภูมิใจไทยเขาก็ดันอยู่ในรูปแบบ พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน ที่เอาคนรุ่นใหม่ของพรรคขึ้นมารณรงค์ อาทิ “สส.ธาม ชลัฐ รัชกิจประการ” “เลขานก ชัยชนก ชิดชอบ” “รองแบด ภราดร ปริศนานันทกุล”

เนื้อหาหลักใหญ่ของกฎหมายนี้ดูน่าสนใจเกี่ยวกับวิธีการจัดงบประมาณ ที่ต่อไป “ถ้าจ่ายภาษีสามารถกรอกได้ว่า ต้องการให้ภาษีเราไปพัฒนาในจังหวัดไหน” ( ซึ่งก็คงต้องแก้ไขกฎหมายวิธีงบประมาณ อย่างน้อยก็คือเพิ่มอัตราภาษีที่ส่วนกลางจะต้องให้ท้องถิ่น เพิ่มขึ้นจาก 30% ) เพื่อมีส่วนร่วมในการกำหนดโครงการที่ท้องถิ่นนั้นจะดำเนินการเองด้วย ตัวกฎหมายยังไม่ออกมาชัดเจน แต่คิดว่า หากเป็นโครงการเมกะโปรเจค เช่น การสร้างถนนหลวง โรงพยาบาลขนาดใหญ่ เหล่านี้ก็น่าจะยังเป็นนโยบายจากส่วนกลาง กฎหมายนี้อาจเพิ่มอำนาจท้องถิ่นอะไรบ้าง ก็ต้องรอมันบังคับใช้ ( ในกรณีที่ผ่านสภา แล้วไม่ถูกดองเหมือนนโยบายกัญชา )

การเมืองระดับชาติ ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น เพราะ อปท.เป็นฐานเสียงสำคัญในการหาคะแนนในระดับยิบย่อย หรือถ้าเรียกตามผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คือหาเสียงระดับเส้นเลือดฝอย สร้างคะแนนนิยมให้พรรค พอถึงเวลาก็ไปขอให้เลือกคนของพรรค แต่การเลือกพรรคด้วยบัตรปาร์ตี้ลิสต์อีกใบน่าจะขอกันยากกว่าขอคน เพราะมันขึ้นอยู่กับความรักชอบพรรคการเมืองและตัวคนที่มานำพรรคโดยตรง คนกระแสดีๆ ดึงปาร์ตี้ลิสต์ได้เยอะ อย่างนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ตอนตั้งพรรคเอง ก็ได้ปาร์ตี้ลิสต์ 6 คน หรือเลือกตั้งปี 62 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ก็มีบารมีพอที่จะทำจำนวน สส.บัญชีรายชื่อให้พรรคได้หลายคน ..แต่ถ้าเป็นพรรคอื่น คือ “ช่วยกันแบก”

เท้ง ณัฐพงษ์' โต้ 'เพื่อไทย' ยันไม่ได้ชกใต้เข็มขัดแค่ใช้สิทธิพาดพิง |  เดลินิวส์

ในการเลือกตั้ง อบจ. พรรค ปชน.ส่งผู้สมัครหลายจังหวัดอยู่ และ “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็คาดหวังว่าจะได้อยู่จำนวนหนึ่ง  คือ ลุ้นที่เชียงใหม่ ลำพูน ตราด นครนายก สมุทรปราการ สมุทรสงคราม พรรค ปชน.จัดทีม“ขุนพลแม่ทัพ”ลงพื้นที่หาเสียงแบบแบ่งสาย ดึงอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ “เอก”ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ “ทิม”พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาช่วยหาเสียง ตีข่าวกระทั่งว่า โค้งสุดท้าย ทิม พิธา บินกลับมาจากอเมริกาเพื่อช่วยหาเสียงด่วน

ปรากฏว่า ผลการเลือกตั้ง ส่งไปเกือบยี่สิบจังหวัด “เฮง” วีระเดช ภู่พิสิฐ ชนะที่ลำพูนจังหวัดเดียว .. ซึ่งแฟนคลับส้มระดับหลุดโลกบางคนไม่พอใจอย่างรุนแรง  เหน็บแนมจิกกัดจังหวัดอื่นว่า “ยังไม่พร้อมต่อความเจริญ” มาคาดหวังโน่นนี่ว่าต่อไปลำพูนจะเป็นศูนย์รวมความเจริญ  ในทวิตเตอร์ หรือ X ยิ่งมีอะไรน่าชวนหัวหนัก มีถึงขั้นจะไปจัดทัวร์ดมกลิ่นความเจริญที่ลำพูนกันเลยทีเดียว ก็เอาที่สบายใจ แต่ดูวิธีแดกดันมัน “เด็กน้อย”ไปหน่อย ..แล้วจะคาดหวังลำพูนเป็นศูนย์รวมความเจริญนี่ ต้องถามว่า “งบประมาณลงไปเท่าไร-อปท.จัดเก็บงบได้เท่าไร” ก่อน เพราะนี่ไม่ใช่จังหวัดใหญ่ทางภาคเหนือ ตัวเมืองก็เล็ก คนลำพูนบางคนยังเลือกจะขับรถไปซื้อของที่เชียงใหม่ เพราะ อ.เมือง ลำพูน อยู่ใกล้เชียงใหม่

อันดับต่อมา คือ ต้องดูว่า “ในขอบเขตงานของ อบจ.ทำอะไรได้บ้าง” ไม่ใช่ไปฝันถึงขนาดทำได้เท่านายกรัฐมนตรี อย่างไรจังหวัดก็โดนส่วนกลางกำกับอยู่ แล้วพรรคเองก็อย่าเพิ่งลอยไปกับกระแสชนะ 1 จังหวัด จนบอกจะผลักดันอะไรโน่นนี่ เพราะต้องรองบประมาณก็เรื่อง และรับปากไปแล้วทำไม่ได้ก็เสียอีก เผลอๆ กลายเป็นเรื่องให้ล้อเลียนไม่หยุด..อย่างกรณีผู้ว่าฯ กทม.หาเสียงเรื่องแก้ปัญหาฝุ่น พูดดี แต่พอทำงานกลับไม่ได้ดังใจคนเมืองเท่าไร เพราะตัวแปรฝุ่นมันเยอะ

เมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จ ก็มีการถอดบทเรียนพื้นที่ที่แพ้ชนะ ในส่วนพรรคเพื่อไทย “บอย”สรวงศ์ เทียนทอง พูดสั้นๆ “ไม่น่าพลาดที่ศรีสะเกษกับเชียงราย พร้อมยอมรับความพ่ายแพ้ และจะถอดบทเรียนต่อไป” แต่กองเชียร์ฝั่งพรรคส้ม ( สส.บางคนด้วย ) วิเคราะห์เจาะลึกจนจากน่าจะจริงจังกลายเป็นน่าขำ ..ไม่ใช่ว่าเห็นความตื่นตัวทางการเมือง แต่เห็นการเอาดีเข้าตัวทางการเมืองเสียอย่างนั้น คือโทษโน่นโทษนี่ไปหมดว่าทำให้สอบตก

ตั้งแต่เรื่องจัดเลือกตั้งวันเสาร์ กกต.เขาก็ชี้แจงรายละเอียดอยู่ ว่า “มันจะครบกรอบ 45 วันที่จะต้องจัดเลือกตั้งวันอาทิตย์ ต้องให้โอกาสเจ้าหน้าที่ในพื้นที่กันดารส่งหีบบัตรให้ทันด้วย” มันมีประเด็นทางกฎหมายกำกับอยู่   ก็ยังตีฟูอยู่ไม่รู้แล้วว่า เป็นการจัดเลือกตั้งที่แปลกประหลาดพิกล ..ซึ่งฝั่งนางแบกเขาก็ฝากถามมาว่า “ถ้าตื่นตัวทางการเมืองจริง อยากได้กลิ่นความเจริญ รู้ว่าเลือกวันเสาร์ตั้งนานแล้วไม่หาทางกลับมาเลือกล่ะ ? กกต.ก็ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการอะไรต่อมิอะไรแล้วว่า ให้สิทธิพนักงานลามาเลือกตั้งได้” ..แต่ถ้าจะให้เลือกวันเสาร์ผิดก็ผิดให้ได้ เช่นเดียวกับ “ทำไมไม่มีเลือกตั้งล่วงหน้า” ถ้ามีก็เหมือนเลือกตั้งได้ 2 วัน ถ้าไม่มีก็เลือกวันเดียว แล้วทำไมไม่วางแผนกลับมาเลือก ? จบที่ “ทำไมไม่ให้ใช้สิทธิ์นอกเขต” เอาเถอะ ไม่เถียงล่ะ เพราะแบบนี้ไม่มีวันจบ

ต่อมา ก็เกิดหลวงประดิษฐวาทกรรม รายการข่าวเชิญเอก ธนาธรไปออก วิเคราะห์สาเหตุที่พ่ายเลือกตั้งท้องถิ่นหลุดลุ่ย ก็ส่งเกือบยี่สิบจังหวัดได้จังหวัดเดียวจะให้ใช้วาทกรรมอะไรอธิบาย ? แต่เขาก็พูดเข้าข้างตัวเองได้ ว่า “ไม่เรียกว่าแพ้ แค่ไม่เป็นไปตามเป้า” ป้าด…ถ้ามันมีเซนส์ของการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ฐานเสียง แล้วไม่ชนะในเขตนั้น พรรคส้มเขาไม่ให้เรียกแพ้เลือกตั้ง เรียกไม่เป็นไปตามเป้าซะงั้น ต่อไปถ้าแพ้สนามไหนอีกจะประดิษฐ์วาทกรรมอะไร น่าสนใจ อาจเป็นประเภท “ไม่ได้แพ้ แต่เราเห็นแล้วว่า พื้นที่นี้ยังไม่ใช่เป้าหมายที่เราควรสู้เต็มตัว” หรืออะไรขำๆ อีก

การวิเคราะห์สาเหตุที่แพ้ในจังหวัดอื่นๆ ก็ถูกตัดจบด้วยวาทกรรม “บ้านใหญ่” ที่มาตีโวหารอีกแล้ว ว่าบ้านใหญ่ต้องดูที่พฤติกรรม ไม่ใช่นามสกุล ..ไม่รู้ว่า หมายถึงพฤติกรรมแบบไหน หมายถึงแบบว่า พฤติกรรมทำตัวมีอิทธิพลหรือไม่ ก็เห็นพรรค ปชน.มีอิทธิพลมากในโลกโซเชี่ยลฯ อยู่ อย่างนี้เรียกว่าบ้านใหญ่โซเชี่ยลฯ ได้หรือไม่ ? และการที่ใครจะเป็นบ้านใหญ่ ก็อย่าไปสร้างภาพว่าเขาจะเป็นมาเฟียไปเสียหมด ..หลายคนที่เป็น“บ้านใหญ่” หรือชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นบ่อยๆ เพราะเขาทำพื้นที่มาดี เข้าถึงประชาชน ไปงานบวช งานศพ งานแต่ง โดยไม่ต้องเที่ยวกลัวว่าจะสร้างอิทธิพลทางการเมือง .. บางทีคนนอกที่ไปปากดีใส่ก็ไม่ได้อยู่พื้นที่ ไม่รู้อะไรแต่อาศัยผสมโรง

อย่างนายเรวัต อารีรอบ ว่าที่นายก อบจ.ภูเก็ต หรือนายอุดม ไกรวัฒนุสสรณ์ ว่าที่นายก อบจ.สมุทรสาครนั่นเขาเป็นที่รู้จักมาแต่ไหนแต่ไรว่าทำงาน ..เข้าใจว่า “บ้านใหญ่ต้องดูที่พฤติกรรม ไม่ใช่นามสกุล” น่าจะเพื่อปกป้อง “เฮง วีระเดช” ว่าที่นายก อบจ.ลำพูน ซึ่งก็เป็นพวกลูกหลานนักการเมือง หรือจะเรียกว่าบ้านใหญ่ก็ได้ พ่อของว่าที่นายกเฮงก็เป็นอดีตนายก อบจ.มาก่อน ถ้าจะเถียงให้ชนะก็เถียงได้อีก ว่า “พ่อลูกไม่เกี่ยวกัน” ซึ่งก็แล้วแต่ที่สบายใจล่ะกัน  และผู้สมัครที่นครนายกของพรรค ปชน.ที่แพ้ไป คนนี้เคยเป็นอดีตนายก อบจ. เรียกว่าบ้านใหญ่ได้หรือไม่ ?

คำถามต่อไปคือ ทำไมบัตรเสีย บัตรไม่ลงคะแนนมาก ..อันนี้คือกองเชียร์ส้มอย่ารับบทเหยื่อ เพราะการที่บัตรเสียหรือไม่ลงคะแนน กระทั่งไม่มาเลือกตั้ง ไม่ได้แปลว่าคนกลุ่มนั้นต้องเลือกคนของพรรค ปชน.เสียทั้งหมด มีหลายกรณีที่บัตรเสียได้ อย่างเช่น ไม่มีใครน่าเลือก ทำบัตรเสียดีกว่า งงว่าอันไหนเลือกนายก อันไหนเลือก ส.อบจ. หรืออยากสั่งสอนพวกนักการเมืองท้องถิ่น ( กระทั่ง สส.ก็เถอะ ) ที่โผล่มาให้เห็นหน้าแค่วันหาเสียง ก็เลยเขียนระบายความในใจ ..ก็ข่าวว่า กองเชียร์ส้มไปสังเกตการณ์นับคะแนนหลายหน่วย ไม่ทราบว่า “มีหลักฐานยืนยันว่ามีการนับคะแนนไม่ชอบธรรมหรือไม่” และจังหวัดที่คะแนนสูสี ถ้าตะบี้ตะบันเชคบัตรเสียขึ้นมาแล้วพรรคคู่แข่งชนะ ติ่งส้มจะโวยวายหรือไม่

การเลือกตั้งต้องไปใช้สิทธิที่คูหาเอง ไม่ใช่นั่งโหวตออนไลน์อยู่หน้ามือถือ พอไม่ได้ดังใจก็ถอดบทเรียนประเภททุกคนผิดหมด ยกเว้นตัวเอง ว่าตัวผู้สมัครเจาะเข้าถึงพื้นที่ดีพอหรือไม่ .. มีเหตุผลไปเรื่อยทั้งที่พรรคอื่นแพ้เลือกตั้งเขาก็ประกาศความพ่ายแพ้ ถอดบทเรียน จบ แต่พรรคส้มเป็นพรรคนักวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก เห็นมี สส.ส้มวิเคราะห์เรื่องระยองอยู่ ว่า อาจเป็นเพราะมีการกาสับสนระหว่างนายก อบจ. กับ ส.อบจ. กองเชียร์ทางเน็ตที่ไม่รู้เป็นไอโอหรือไม่ก็โทษซื้อเสียง  ..คือนั่งดูความพยายามถอดบทเรียนแต่ละเรื่องแล้วต้องร้องเพลง ..ล้มบ้างก็ได้..ของบอย โกสิยพงศ์ ให้

อย่างไรก็ตาม เรื่องท้องถิ่นกับการเมืองระดับชาติ น่าจะเรียกว่า“คนละอารมณ์”เพราะท้องถิ่นมักจะเลือกคนที่เห็นหน้าง่าย ทำงานมีผลงาน การเมืองระดับชาติจึงให้ความสำคัญกับท้องถิ่น เพราะทำหน้าที่กึ่งๆ หัวคะแนนได้ บางทีชาวบ้านก็เลือกที่พวกท้องถิ่นแบบ “ใจถึงพึ่งได้” นี่แหละมาอ้อน ..ส่วนเรื่องการเมืองระดับชาติ เขาจะเลือกโดยดูจากภาพลักษณ์ของแคนดิเดตนายกฯ ภาพลักษณ์อุดมการณ์ของพรรค ไปจนถึงภาพลักษณ์ สส.  ..ซึ่งพรรค ปชน.ยังมีปัญหาเรื่องความมีเสน่ห์ของ “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่บุคลิกยังไม่ดึงดูดเท่าไรนัก แม้กองเชียร์จะบอกว่าเป็นเนิร์ดที่เก่งมากๆ แต่ปัญหาคือ เนิร์ดนี่ไม่ใช่คุณสมบัติของการเข้าสังคมแล้วมีเสน่ห์

มีคนหวังดีแนะนำว่า สิ่งที่พรรคส้มควรทำเพื่อดึงคะแนนนิยม คือ เลิกนิสัยหลวงประดิษฐวาทกรรม เพราะมันทำให้คนหมั่นไส้ เหมือนยกตนสูงกว่าคนอื่น อย่าทำตัวเหมือนเป็นประชาธิปไตยมากกว่าคนอื่นประเภทใครไม่ใช่ส้มคือผิดหมด เหมือนตอน กปปส. ไล่ชี้หน้าคนเห็นต่างนั่นแหละ ..บางเรื่องในพรรคตัดสินใจกันเองได้ไม่ต้องไปตามกองเชียร์มาก โอกาสที่พรรค ปชน.จะได้ สส.เกิน 250 ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวมีแค่ไหนไม่รู้ ต้องวิเคราะห์ตอนเปิดฤดูเลือกตั้ง แต่ถ้ายังต้องไปหาพรรคร่วมรัฐบาล แล้วฟังกองเชียร์โวย ..มีฉันต้องไม่มีมัน..ไปเรื่อย ก็เป็นฝ่ายค้านอย่างนี้แหละ

และถึงแม้พรรคส้มจะมีภาพลักษณ์ของเสรีนิยม ความพยายามทำตัวเป็น“พลเมืองโลก” แต่บางเรื่องก็ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่ไปสงสาร ไปหาทางช่วยคนนอกแบบตะพึดตะพือจนต้องระวังจะชักศึกเข้าบ้าน ไม่ต้องไปเที่ยวร้องไห้สงสารชาวปาเลสไตน์ที่ฉนวนกาซา ไม่ต้องไปพยายามตามใจเมียนมาหนีเข้าไทยให้มาก ไม่ต้องพยายามเรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้โจรใต้ จนดราม่าเหล่านี้จะย้อนกลับมาดีดปากทั้งพรรคเอง ไม่แน่มีคนปล่อยข่าวตอนเลือกตั้งว่า “เดี๋ยวพรรคนี้จะไปเพิ่มสิทธิให้ชาวเมียนมา” ก็จะสร้างความระแวงอีก เพราะทรัพยากรไทย คนไทยก็ยังเข้าถึงไม่พออยู่แล้ว

เลือกตั้งแพ้ วิเคราะห์ปัจจัยภายในกันด้วย ไม่ใช่หาโทษคนอื่นไปเรื่อย มันน่าขำ.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่