ในช่วงเวลาไม่นานมานี้ อย่างช่วงเลือกตั้งก็มีคณาสิต พ่วงอำไพ บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ที่ประกาศเป็นตัวแทนกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ออกมารณรงค์ แต่ค่าที่ทำเฟียส ทำมั่น ทำให้เกิดกระแสตีกลับมากกว่าความเข้าใจ ว่าทำไมคนข้ามเพศจึงต้องใช้คำนำหน้าตามเพศใหม่
พรรคส้มก็เลยพักโครงการไป แฟนคลับพรรคขึ้นขู่ว่า “มีฉันต้องไม่มีมัน” ถ้ายังดึงดันจะให้กะเทยใช้นางสาวเห็นทีว่าเราขาดกัน ..ต่อมา ในเวทีประกวดมิสทิฟฟานี “ป้าตือ สมบัษร ถิระสาโรช” เซเลบคนดัง ปลุกประเด็นให้ร้อน “ไม่มีมดลูกหมดสิทธิ์เป็นนางสาว” เสียงโต้เถียงเรื่องนี้หนักขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับเกิดกลุ่มกะเทยหรือพวกข้ามเพศที่อาศัยเอาแรงเข้าว่า ตอบโต้ก่นด่ามันทุกความคิดที่ไม่เห็นด้วย คนดูกระแสในเนตงงตกลงพวกเธอเป็นกองเชียร์หรือกองแช่ง ?? ยิ่งพูดเรื่องคำนำหน้าพอไม่ถูกใจก็แรงใส่ แบบนี้กะเทยไม่ต้องได้คำนำหน้านางสาวกันชั่วฟ้าดินสลาย เพราะสังคมเกลียด
น่าเสียดายที่กระบวนการสื่อสารเสียกระบวนพังไม่เป็นท่า เพราะอีพวก WOKE คิดว่าตัวเองตื่นรู้ ใครไม่เห็นพ้องคือโง… สื่อสารพังก่อนจะได้ก้าวข้ามคำนำหน้านาม ไปพูดกันลึกๆ ถึงเนื้อหากฎหมายจริงคือกฎหมายรับรองเพศ ที่ให้คนข้ามเพศใช้สิทธิได้ตามเพศใหม่ ซึ่งรายละเอียดมันมากกว่าแค่คำนำหน้านามกับการป้องกันการติดตรวจคนเข้าเมือง ( ตม.)
มีนักเคลื่อนไหวเฟมินิสต์จำนวนหนึ่ง ที่เห็นว่า “เรื่องสิทธิของสตรี กับทรานส์ ก็ควรแยกกัน” คือเขามองว่า ก็เป็นคนละเพศ ควรอยู่ใน“กล่องสิทธิที่ตัวเองพึงได้” สิทธิ์ของข้ามเพศ คือการได้รับการยอมรับในฐานะคนข้ามเพศ ผู้หญิงก็คือผู้หญิง แต่ก็มีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เพราะข้ามเพศคือกลุ่มที่มีสำนึกตามเพศใหม่แล้ว หญิงข้ามเพศ ก็รู้สึกว่าตัวเองคือหญิง ชายข้ามเพศ รู้สึกตัวเองคือชาย เพศกำเนิดคือเพศที่ตายแล้วสำหรับเขา ..เรื่องนิยามนี่ก็แล้วแต่ใครจะยึดว่าอะไรถูกต้อง เพราะที่สุดแล้วมันก็เป็นเรื่องสมมุติอันหนึ่ง
การคัดค้านการใช้สิทธิตามเพศใหม่ สำหรับกลุ่มผู้หญิง ประเด็นหนึ่งที่พูดกันคือ “ผู้หญิงยังต้องการความปลอดภัยในพื้นที่ความเป็นหญิงตามเพศกำเนิด” เพราะความเป็นทรานส์ อย่างไรก็เกิดมาเป็นชายก่อน มีความได้เปรียบเรื่องสรีระ อย่างการแข่งกีฬา จะให้ทรานส์แข่งกับหญิง ก็ลองคิดดูว่า หญิงแท้ต่อยมวยกับชาย สู้กันได้หรือไม่ ..อีกทั้งเขายังหวงพื้นที่ปลอดภัยอย่างหอพัก ห้องน้ำหญิง แม้จะเป็นทรานส์ แต่ไม่รู้หรอกว่า อยู่ ๆจะก่อคดีทางเพศตามเพศเดิมขึ้นมาได้หรือไม่ อีกทั้งยังมีคนบางจำพวกที่แอ๊บเป็นทรานส์เพื่อหาประโยชน์อะไรหรือไม่ เช่น หลีกเลี่ยงการทำหน้าที่แบบชาย ( อย่างเกณฑ์ทหาร ) หรือการอยู่ในพื้นที่ผู้ชายที่ตัวเองไม่ปลอดภัย ( เช่น คุก ) โดยคนนั้นไม่ได้รู้สึกอยากข้ามเพศ
อย่าอ้างกันเลยว่า สังคมที่เจริญแล้วไม่มี ..ภาษิตในพระอภัยมณีใช้ได้เสมอ “แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน” คือคนเรามันคิด มันทำ มันวางแผนอะไรได้เหนือความคาดหมายได้ ..คนอยากได้นางสาวไม่สามารถพูดว่า “เป็นฉันฉันไม่ทำ” เพื่อไปรับประกันใครได้ ..แม้กระทั่งไปเชื่อเอาเองว่า ไม่มีกะเทยหลอกผู้ชายแต่งงาน ก็ต้องย้อนว่า “เชื่อไปเองหรือเปล่าว่าไม่มี” เชื่อเพราะกำลังเข้าข้างการได้กฎหมายรับรองเพศเกินไปหรือเปล่า และถ้ามีกะเทยหลอกแต่งงานโดยอ้างเป็นหญิงจริง คนที่ยันว่าไม่มีก็รับผิดชอบอะไรไม่ได้ นอกจากบอกว่า “มันเป็นเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคลก็ไปฟ้องกันเอง”
ถามว่า กะเทยมิพักต้องอยู่โยงใช้ นาย ตลอดไป แล้วเปลี่ยนคำนำหน้าไม่ได้เลยหรือ ? ตอบว่า วาระทางสังคมมันมีกาลเทศะของมัน เมื่อไรที่มีชุดเหตุผลที่รณรงค์ให้สังคมคล้อยตามเรื่อง “การใช้สิทธิ์ตามเพศใหม่ของคนข้ามเพศ”( ซึ่งมากกว่าแค่คำนำหน้านาม ) ว่ามีความจำเป็นได้ เมื่อนั้นก็หยิบยกมาพูดคุยกันให้เกิดฉันทามติออกกฎหมายได้ ประเภทจะเอาบัดเดี๋ยวใจนี้เพราะเชื่อว่าตัวเองเป็นกะเทยสวยเลยต้องได้ แบบนี้เคลื่อนไหวไปก็ตายดับกลับมาสู่ที่กฎหมายโดนคว่ำ ..คนไทยไม่รังเกียจ LGBT+ หรอก ประเทศนี้เสรีทางการเปิดเผยตัวตนมากๆ ด้วยซ้ำ แต่ให้ฟังเหตุผลกันและกันด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข่าวสารต่างๆ ในแต่ละวันในข่าวที่มีมิติเกี่ยวกับเพศ รู้สึกว่า มีอีกหลายเรื่องที่น่าจะใช้พลังงานของสังคมในการเคลื่อนไหวกัน เอาที่เห็นเร็วๆ สองสามวันนี้ที่พัทยาก่อนก็แล้วกัน ..กรณีหนึ่ง คือสาวสองไปรับแขกอินเดีย แล้วโดนชักดาบ ซึ่งไอ้คนทำมันอ้างแต่ไม่เข้าใจภาษาไทยไปเรื่อย แต่คนโดนคงจะเครียด วิ่งแก้ผ้าล่อนจ้อนออกมาทวงเงิน .. เมื่อย้อนกลับไปดูข่าวก่อนหน้านี้ ก็มีสาวสองถูกลูกค้าจีนวิปริตถูกลวงไปหั่น
รู้สึกว่า การแก้ปัญหาค้าประเวณี มันเป็นเรื่องที่น่าพูดน่าเร่งแก้กว่าคำนำหน้านามอีก ถ้าพูดถึงความจำเป็น ในประเทศไทยมีกลุ่มค้าประเวณีอยู่ตั้งเท่าไร ? บางคนอ้างรับงานนวด รับงานเอนท์ แต่มีค้าประเวณีหรือเปล่า ? ปัญหาคือ การค้าประเวณีผิดกฎหมาย แต่คนกลุ่มนี้มีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครอง ทั้งการคุ้มครองความปลอดภัยจากการใช้ความรุนแรงของผู้ซื้อบริการ ความคุ้มครองจากการถูกหลอกให้ติดโรค คุ้มครองจากการถูกบังคับให้เสพยาเสพติด ซึ่งจะบอกให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอาญาปกติเห็นจะไม่พอ อีกอย่างหนึ่ง การที่ค้าประเวณียังผิดกฎหมาย มันทำให้ผู้อยู่ในอาชีพ แวดวงนี้ ไม่กล้าพึ่งพาตำรวจ ไปพึ่งพาได้แค่เอนจีโอบางเจ้า
ข้อเรียกร้องเรื่องกฎหมายคุ้มครองผู้ค้าประเวณีก็มี แต่ยังไม่ถูกหยิบยกมาพูดกันมากนักเพราะเงื่อนไข “เมืองไทยเมืองพุทธ” ก็ไม่รู้ว่ากลัวถ้าให้ถูกกฎหมายแล้วสังคมจะเป็นอย่างไร ? ให้ลองคิดถึงข้อดีว่า มันดึงคนเข้ามาสู่ความคุ้มครองได้ ก็เพื่อสิทธิมนุษยชนด้วย และน่าจะร่วมด้วยช่วยกันออกแบบให้ผู้ค้าประเวณีได้สิทธิในการตรวจโรค สถานประกอบการต้องขึ้นทะเบียนเพื่อดูแลการตรวจโรคให้พนักงาน ป้องกันปัญหาส่วย ปัญหาค้ามนุษย์ และนำส่งรายได้เข้าเป็นรายได้ให้แผ่นดินได้ ตัวคนทำงานเองก็อาจเข้าสู่ประกันสังคมเพื่อสิทธิต่างๆ และเงินเก็บ
ส่วนการ“ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบอาชีพ” ก็คงยังต้องแสดงความเห็นกัน เพราะหลายคนก็กลัวประวัติทำให้เกิดการตีตรา และบางคนก็ประเภท“รับแค่จ๊อบสองจ๊อบ ไม่อยากทำอะไรยุ่งยาก” การเขียนกฎหมายที่สั้นและง่ายที่สุด คือ “ยกเลิกการค้าประเวณีผิดกฎหมาย” ขายที่ไหนก็ไม่โดนจับ แต่เท่านี้มันเพียงพอแล้วหรือไม่
เมื่อไรนะ จะถึงกาลเทศะที่จะได้พูดเรื่องกฎหมายค้าประเวณีบ้าง แต่ขออย่าให้เดือดดาลกันเหมือนเรื่องคำนำหน้านาม ฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายค้าน คุยกันดีๆ .
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



