เชื่อว่าคนทั้งโลกคงคาดหวังการสื่อสารของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ เหมือนต้องการส่งสัญญาณปิดฉาก ปฏิบัติการทางทหาร ในตะวันออกกลาง หลังอ้างทำลายขีดความสามารถ “อิหร่าน” จนสิ้นซาก พร้อมระบุ ไม่จำเป็นต้องเฝ้าช่องแคบฮอร์มุซ เพราะ “ไม่ได้ใช้” โดยผลักภาระให้ชาติพันธมิตรดูแลกันเอง
คงต้องยอมรับ สงครามที่เกิดขึ้น ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบกับแหล่งผลิตพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อีกทั้งรูปแบบการสู้รบระหว่างมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก กับประเทศยักษ์ใหญ่ในตะวันออกกลาง ผิดแผกแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา นอกจะมุ่งเป้าปลิดชีวิตผู้นำฝ่ายตรงข้าม “อิหร่าน” ยังเลือก โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน บรรดาประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ เหมือนต้องการให้โลก ได้รับผลกระทบ จากปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม ที่ทำให้ชาติตนเอง ตกเป็นเป้าโจมตี
ขณะที่เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ค้าน้ำมันในประเทศ ไทย ได้แจ้ง ปรับราคาขายปลีก กลุ่มดีเซล 0.70 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด เพิ่มขึ้น 1.00 บาทต่อลิตร มีผลวันที่ 21 มี.ค.2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป
เชื่อว่าถ้าหากราคาน้ำมันในตลาดโลก ยังเดินหน้า เกิน 100 ดอลลาร์ ต่อหนึ่งบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดราคาน้ำมันดีเซล
บ้านเรา ซึ่งเป็นต้นทุนภาคขนส่ง และการผลิตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็ต้อง ปรับจนชนเพดาน ที่ตั้งไว้ที่ 33 บาทต่อลิตรแน่นอน ซึ่งที่ผ่านมากองทุนน้ำมันก็ต้องทำหน้าที่ ชดเชยน้ำมันดีเซล เกิน 20 บาทต่อลิตร จนกลายเป็นภาระสะสมหลายพันล้านบาท
แต่แม้จะมีการปรับราคาน้ำมัน ก็ยังปรากฏภาพ ตามสื่อต่าง ๆ มีรถนานาชนิดไปเข้าคิวต่อแถวตามปั๊มน้ำมันในหลายจังหวัด ท่ามกลางข้อสงสัย ของคนหลายกลุ่ม ตั้งคำถามว่า มี “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันไว้ เพื่อหาผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจหรือไม่ ซึ่งถ้าผู้มีอำนาจในภาครัฐ หาคำตอบมาอธิบายไม่ได้ ก็ย่อมมีผลกระทบ ต่อความน่าเชื่อถือ เหมือนเช่นที่ “โรงกลั่นน้ำมัน” กลายเป็น จำเลยของสังคม อยู่ในขณะนี้
ท่ามกลางข้อครหา การมีรายได้จาก การกินส่วนต่าง แถมยังอิงราคาค่ากลั่นจากประเทศสิงคโปร์ และถูกนำไปรวมไว้ในราคาน้ำมัน และนำไปขายให้กับประชาชนในราคาสูง ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาล เข้าไปรื้อโครงสร้าง ราคาน้ำมัน เพราะถ้าราคายัง ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ หนีไม่พ้นที่จะลุกลามไปถึงสินค้าต่าง ๆ ที่มีผลต่อการดำรงชีพของประชาชน
ที่น่าสนใจและต้องช่วยกันติดตาม ผลพวงจากการที่ “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ลงนามในคําสั่งเรื่อง กําหนดมาตรการเพื่อแก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องมาจากความขัดแย้ง ในตะวันออกกลาง พ.ศ. 2569
โดยให้ กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และกรมการปกครอง ไปจัดการดําเนินคดีกับผู้ที่เข้าในลักษณะการกักตุนน้ำมัน กักตุนสินค้า โดยที่ไม่มีเหตุจําเป็น ซึ่งคงต้องรอ จะมีบทสรุปอะไร ที่ออกมาเป็นรูปธรรมหรือไม่ เพราะมาถึงวันนี้ ความเชื่อของคนจำนวนไม่น้อย มีใครบางคนพยายามหาประโยชน์จากราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่ “นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์” รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และทำหน้าที่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ได้รับข้อสั่งการจาก รมว.ยุติธรรมให้ดูแล ผู้บริโภคให้ดีที่สุด ซึ่งบางจากก็ได้ดำเนินการในส่วนดังกล่าวอย่างเต็มที่
โดยที่ผ่านมาทางบางจากมี โรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง คือ บางจาก และ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งทั้ง 2 แห่งมีกำลังการผลิตน้ำมันอยู่ที่ 2.7 แสนบาร์เรลต่อวัน ได้ขยับการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2.9 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ที่ได้เพิ่มกำลังการผลิตอยู่ที่ 19 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งถือเป็นการผลิตน้ำมัน เต็มกำลังที่สุด ของบางจากแล้ว
ได้แต่หวังว่าบทสรุป จากการตรวจสอบ จะทำให้สังคมหายค้างคาใจ ที่สำคัญต้องทำให้ภาพประชาชน ไปรอคิวเติมน้ำมัน หายไปโดยเร็วที่สุด เมื่อถึงวันนั้นความมั่นใจว่า ประเทศไทยมี น้ำมันเพียงพอ กับการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นเอง.
“เขื่อนขันธ์”



