ผู้ถูกฟ้องคือ  1.นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม 2.นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain  3.นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In  4.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. 5.นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน ( ปชน.)  6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar แต่ยังเป็นรายงานข่าวจากสำนักงาน เพราะไม่มี กกต.คนใดที่ออกมายืนยันข้อมูลจากปากตัวเอง

ทำไม กกต.จึงไม่กล้าพูดคุยกับสื่อ ? ถ้ามั่นว่าทำงานเที่ยงตรง ถูกต้อง เป็นธรรม ย่อมตอบทุกคำถามได้ ตอนนี้มีแต่คนงงไปหมด เอาแค่เรื่องเดียว เสียงบ่นคนรอบด้านบอก ถ้าไม่อยากพูดอะไร ก็ขอให้ตอบชัดๆ สักข้อเดียว  “จากที่มีผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า ข้อมูลบาร์โค้ดเชื่อมโยงกับต้นขั้วได้ กกต.คิดว่า ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับหรือไม่ ?” เอาข้อมูลส่วนที่เป็นเจตนารมณ์ทางกฎหมายมาคุยกัน กกต.ตีความอย่างไร คนอื่นตีความอย่างไร

“หมอเก่ง”วาโย อัศวรุ่งเรือง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ฝ่ายกฎหมายพรรค ปชน. ยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ  ว่า มีพยานหลักฐานที่บันทึกถึงเจตนารมณ์ของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 60  ในส่วน ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560  โดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ 140 ถึง 141 ซึ่งได้อธิบายคำว่า  การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ  มีความหมายว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด คำว่า“บุคคลอื่น”ย่อมหมายถึง บุคคลใด ๆ ซึ่งมิใช่ผู้ออกเสียงลงคะแนนทั้งสิ้น ดังนั้น กกต.เองย่อมเป็น “บุคคลอื่น” ตามนัยแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นกัน

คำว่า ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้  ย่อมหมายถึง ความลับของการลงคะแนนเสียงนั้น จะต้องดำรงอยู่ทั้งขณะที่กำลังออกเสียงลงคะแนนและคงอยู่ภายหลังจากนั้นตลอดไป  และจะต้องไม่มีวิธีการใดที่จะตรวจสอบได้  เช่นนี้ การที่ปรากฏบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ  ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ลงคะแนนเสียงคนใดได้ลงคะแนนเสียงว่าอย่างไร จึงมิใช่การลงคะแนนเสียงโดยลับตามนัยและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

ถึงทางพรรค ปชน.จะยืนยันมาแบบนี้ ไม่ทราบว่า กกต.รับฟังกี่มากน้อย คงโยนไปว่าเป็นความเห็นของบุคคลที่มีส่วนได้เสีย ( ลงเลือกตั้ง ) ตอนนี้ กกต.กลายเป็นองค์กรโจทก์แน่นเอี๊ยด ไม่ทราบโดนฟ้องไปกี่คดีแล้ว ฉาวๆ มาตั้งแต่คดีฮั้ว สว. ที่ตอนนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน มาเลือกตั้ง 8 กุมภา 69 นี่คดีล้นสารบบ

มีคนไปฟ้องศาลปกครองว่า การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ขอให้จัดใหม่ ไปฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขอให้จัดใหม่ ไปฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบ เอาผิด กกต.หลายข้อหา ..มีคนหมายมาดว่า กกต.ต้องติดคุกแน่ แต่ก็ให้คิดเผื่อไปในทางที่ว่า “เรื่องบาร์โค้ดกลายเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์” ซึ่งที่สุดอาจไม่มีใครรับโทษอาญา หรือโทษเบาๆ ก็ได้

การที่ กกต.นิ่งเงียบ ไม่อธิบายอะไร ยิ่งปลุกกระแสหมั่นไส้อยากให้จมธรณีมากขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าหลายคนไม่ทันใจจะให้รอศาล เพราะกว่าจะตรวจสอบไต่สวนมันนาน แถมเพราะความเงียบของ กกต. ทำให้ตอนนี้เกิดกระแสเลยเถิดไปไกลแล้ว ถึงขั้นคิดว่า “ถ้านับใหม่หมดทั้งประเทศ สงสัยพรรคส้มชนะ” ซึ่งก็น่าสงสัยอยู่ในบางจังหวัดที่บัตรเสียเยอะผิดปกติ ..สงสัยว่า เป็นการขานบัตรเสียเพื่อตัดคะแนนพรรคไหนหรือไม่

หลายๆ คนรู้สึกต้องอยู่กับความอดทนยิ่งยวด ที่ในใจมีคำถามมากมาย แต่คนที่ต้องตอบลอยชายไปวันๆ ( เผลอๆ ท่องคาถาทองแท้ไม่กลัวไฟปลอบใจตัว ) บางคนคิดไปถึงว่าเป็นความไม่เท่าเทียม เหมือน กกต.ไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิประชาชน อารมณ์ กกต.แบบ..เอาอำนาจไปจัดการเลือกตั้งก็ต้องฟังเรา อะไรที่เราไม่ตอบคือไม่ต้องรู้

ในช่วงเวลานี้ พลังที่จะต้องเกิด ปรับเปลี่ยนความโกรธเป็นแรงผลักดัน คือ “ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา” เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อยื่นถอดถอน กกต. และองค์กรอิสระอื่นได้ ซึ่งจะให้สภาผู้แทนราษฎร+วุฒิสภาร่วมกันถอดถอน หรือให้หน่วยงานอื่นอย่าง ป.ป.ช.ถอดถอนก็แล้วแต่ และฟ้องคดีอาญาต่อได้ โดยให้มีเงื่อนไขเวลาว่า ศาลต้องรับพิจารณาในกี่วันก็แล้วแต่ ให้คิดถึงการที่ต้องกู้วิกฤตศรัทธาต่อประเทศ ต่อการเมืองกันด้วย ..ไม่มีประเทศไหนเจริญได้บนพื้นฐานที่ “การแอบอ้างความโปร่งใสไม่เป็นที่ยอมรับ” นั่นคือบอกว่าโปร่งใสแต่คนฟังบึนปากใส่กันหมด

ย้ำอีกทีว่า ความโปร่งใสที่ไม่เป็นที่ยอมรับ คือพูดกันเองอวยกันเอง ครื้นเครงในกะลา ว่า “เรา หน่วยงานเรา นี่ล่ะโปร่งใสที่สุด” จะโปร่งใสมันต้องให้คนอื่นมาการันตี ..ลองกลับมาคิดดูไหมว่า องค์กรอิสระบ้านเราวันนี้อยู่ในภาวะวิกฤตศรัทธาหรือไม่ ? ตั้งแต่เรื่องสอบ “นาฬิกาเพื่อน” พอเรียกร้องให้เปิดสำนวนก็ตีทึบปิดหมดจนไม่ต้องอ่านอะไรกันแล้ว สุดท้ายต้องร้องศาลปกครองให้เปิดเผย น่าสงสัยว่า ถ้ายืมจริงทำไมมันต้องปิดมิดเม้นขนาดนี้ กลัวชื่อคนซื้อโผล่รึไง ?

 แล้วก็มีเรื่องตึก สตง.ถล่ม มีคำซับน้ำตาปลอบขวัญตัวเองในหมู่ สตง. ให้สูดลมหายใจลึกๆ คนดูข่าวตาลุกกันเป็นแถวเมื่อเห็นว่าถ้าตึกไม่ถล่มจะจัดซื้ออะไรหรูหราบ้าง ( และขอให้รอดูตึกใหม่ของคมนาคม ที่มีข่าวว่าหรูกว่าอีก หรือในสัปปายะสภาสถาน ที่เมื่อกลางปีก่อนถูกแฉเละเรื่องจะซื้อ จะปรับปรุงอะไรเยอะแยะ ) ปัญหาคือ “เอาผิดฝ่ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้หรือยัง ?” ก็เห็นเงียบฉึ่ง แล้วควรสอบธรรมาภิบาลเรื่องซื้อของแพงเวอร์ไหม ?

ต่อมา มีคดีกรรมการ ป.ป.ช. เอกวิทย์ วัชชวัลคุ เพิ่งถูกศาลฎีกาตั้งกรรมการสอบไป จากที่มีข่าวว่ารับทองสินบนจาก “บิ๊กโจ๊ก”พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.ในคดีสินบนเวบพนัน ..รายนี้เป็นกรรมการองค์กรอิสระรายแรกที่โดนสอบ แต่เพราะพยานอ้างถึงหนักมาก ทำให้อย่างไรศาลก็ต้องตั้งกรรมการสอบ ..ต่อจากเรื่องเอกวิทย์ ก็มา กกต. ( จริง ๆ กรณีเอกวิทย์เกิดก่อน แต่เพิ่งตั้งกรรมการสอบเมื่อวันที่ 07 ก.พ.) มันทำให้เราสุดจะทนกับองค์กรอิสระ เหมือนทำอะไรแบบงุบงิบกันในองค์กร ไม่รู้รับคำสั่งใคร ?? ที่ควรทำคือสื่อสารกับประชาชนก็ไม่ทำ   

ก็น่าคิดว่า ถ้ายื่นแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา อย่างไรก็ต้องผ่าน สว. จะโดน สว.ขวางหรือเปล่า หรือ กกต. จะเอาคดีฮั้ว สว. เป็นตัวประกันอย่าให้ผ่านง่ายๆ  ซึ่งถ้า สว. จะไม่เห็นด้วย คงใช้เหตุผล “ก็จะร่างทั้งฉบับอยู่แล้ว” แต่จะมีเหตุผลอื่นหรือเปล่าก็อยากฟัง.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่