การเมืองช่วงนี้เดือดดาลจะไปตรงไหนมีแต่เรื่อง “ร้อน ร้าว ร้าย” ทั้งเรื่องฮั้วสว. ที่ตอนนี้บานปลายกลายเป็นศึกนิติสงครามฟ้องกันไปมาเป็นที่วุ่นวาย โดย

มีคดีร้อนที่ยังอยู่ในมือคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ถึง 570 เรื่อง เลือกสว.เสร็จสิ้นเวลาล่วงเลยมากว่า 7 เดือนเรื่องยังเงียบ

ทำให้สว.สีน้ำเงินเป็นหอกข้างแคร่ของ รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเสนออะไรไปก็ไปไม่สุดทางถูกขวางตลอดเวลา ล่าสุดเห็นได้ชัดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ขบเหลี่ยมกันกับพรรคภูมิใจไทย  

จึงเป็นแรงบีบให้กกต.จัดการสลายขั้ว ละลาย ค่ายสว.สีน้ำเงิน ที่รู้กันว่า มีครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เนวิน ชิดชอบ เป็นผู้คุมเกมถือหางเสือ ให้เปลี่ยนขั้วย้ายข้างมาอยู่ “ค่ายแดง” ได้หรือไม่ จุดนี้ถือเป็นเปลี่ยนดุลอำนาจ ที่สำคัญที่ต้องห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด

มาถึงศึกซักฟอกที่“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ต่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎร “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” โดยในญัตติใส่ชื่อ“ทักษิณ ชินวัตร” ชี้นำชักใยให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอันเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมือง ประพฤติตนเป็นเสมือน “นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด” โดยมีบิดาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ

พรรคเพื่อไทยหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอม รวมพลังกับ“ประธานสภา วันนอร์” ออกมากางปีกป้อง นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร ด้วยยื่นคำขาดให้ฝ่ายค้าน ตัดชื่อบุคคลภายนอกออกจากญัตติไม่อย่างนั้นจะไม่บรรจุวาระ

เกมนี้หัวหน้าพรรคประชาชน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ต้องยอมถอย ขอปรับถ้อยคำเอาชื่อ “ทักษิณ”  แลกกับการขอใช้เวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 30 ชั่วโมง อาจจะใช้คำว่า“พ่อ”แทนหรือจะมีคำสุดซี๊ดก็ต้องรอดูกันในวันอภิปรายฯ

สาเหตุที่ฝ่ายค้านยอมถอยเพราะต้องการใช้เวทีสภา ซักฟอก “รัฐบาลแพทองธาร” ภายใต้ร่มเงานายใหญ่บ้านจันทร์ส่องหล้า  ขอโชว์ลีลาและผลงานในการอภิปรายฯ โดยพุ่งเป้าไปที่ “นายกฯอิ๊งค์” กล่องดวงใจ “คุณพ่อทักษิณ” หวังเสียบประจานกลางสภา

เพราะปมร้อนรัฐบาลที่ต้องจับตามีเป็นกระบุงโกย ทั้งที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ กาสิโน การแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อุยกูร์ เอ็มโอยู 2544 คดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของวุฒิภาวะนายกรัฐมนตรี และประเด็นสำคัญ คือ ประเด็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตีโจทย์ไม่แตก ท่ามกลางเกลือเป็นหนอนที่ส่งข้อมูลให้ฝ่ายค้าน

สถานการณ์รัฐบาลตอนนี้ลุ่มๆดอนๆ แม้เตรียมกดปุ่มแจกเงินดิจิทัล10,000 บาทเฟส 3 จำนวน 2.7 ล้านคน วงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท  ให้คนGAN Z อายุ 16 ถึง 20 ปี โดยจะเริ่มจ่ายในช่วงเดือน เม.ย. – มิ.ย. 68 จะกลายเป็นพายุหมุนกันอีกระรอก ท่ามกลางความงงงวย ว่าจะใช้เงินผ่านแอพ “ทางรัฐ” หรือผ่านแอพ “ธนาคาร” กันแน่  เพราะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี “หนิม” จุล พันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ออกมาพูดไม่ตรงกัน

แต่ที่แน่ๆ กลับโดนเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วงทั้งโลกโซเชียล เพราะยังมีกลุ่มที่ยังไม่ได้คือคนชั้นกลาง โดยเฉพาะคนทำงานหาเช้ากินค่ำ ที่ตั้งหน้าตั้งตารอเงินหมื่นเมื่อไหร่จะถึงมือบ้าง เพราะเป็นผู้จ่ายภาษีอย่างแท้จริงกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่รู้จะได้หรือไม่ และจะได้อย่างไร ก็ต้องไปลุ้นกันต่อไปอีก

“ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)  ออกมามาฟาดซ้ำ รัฐบาลกำลังเอาเงินภาษีประชาชนมาซื้อเสียงล่วงหน้าสำหรับนิวโหวตเตอร์หรือไม่ ที่ผ่านมารัฐบาลแจกเงินหมื่น 2 ครั้งก็ยังไม่เห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือจะเป็นพายุหมุดตามที่รัฐบาลคุยโวเอาไว้

ขณะที่แบงค์ชาติก็ออกมาขย่มซ้ำเรื่องนี้ไม่ได้จะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ แต่จะกลายเป็นพายุร้อนโหมเข้าใส่ตัวเอง

 หลังจบศึกอภิปรายฯอาจมีคนอกหักซ้ำอีก เพราะไม่ได้เป็นรัฐมนตรีหากมีการปรับครม. โดย“นายกฯอิ๊งค์”  พูดชัดกรณีศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยคำร้องของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ขอให้ตีความคำว่า ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมาตรฐานจริยธรรมของรัฐมนตรี ถือว่าเราได้ถามไปแล้ว ต่อไปการแต่งตั้งอะไรก็คงต้องเข้มเหมือนตอนตั้ง ครม.แพทองธาร 1

จะถือว่าเป็นการปิดทาง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมาทั้ง 2 คนต้องอกหักกินแห้ว ส่งตัวแทนขึ้นมารับตำแหน่งรัฐมนตรี โดย ร.อ.ธรรมนัส ส่ง “อาจารย์แหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ นั่งรมว.เกษตรและสหกรณ์  ขณะที่ “ชาดา” ส่ง “ลูกสาว” ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ มานั่งรมช.มหาดไทย การปรับครม.ครั้งนี้2 ผู้ยิ่งใหญ่ก็คงนั่งซดแห้วเหมือนเดิม

ขณะที่“นายใหญ่ทักษิณ” ทักษิณ ชินวัตร จัดคิวลงพื้นที่ ปักหมุดจังหวัดพิษณุโลก พบปะมวลชนโดยจะมีมวลชนทั้ง จ.พิษณุโลก และ จังหวัดใกล้เคียง อาทิ พิจิตร, อุตรดิตถ์,กำแพงเพชร, ตาก, นครสวรรค์, อุทัยธานี และ สุโขทัย ในงานเรื่องเล่า ’ประสบการณ์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของมวลชน‘ ในวันที่ 17 มี.ค.ที่มหาวิทยาลัยพิษณุโลก ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก

ด้านพรรคประชาชน “ค่ายสีส้ม”ที่เกือบหลับ แต่กลับมาได้ หลังเจอนิติสงครามตัดตอน จนแกนนำของพรรคโตไม่ทันโดนวิจารณ์ยับถึงการทำหน้าที่ของ “หัวหน้าเท้ง” ทำอะไรก็ไม่เข้าตาทำกระแสพรรคแผ่ว

แต่ตอนนี้จังหวะของสถานการณ์เปลี่ยนพลิกกระดานการเมืองให้พรรคประชาชน กลับกลายเป็นแสงไฟลุกโชน ปลุกเอฟซี “ค่ายสีส้ม”ใจฟู ให้หันกลับมามองอีกครั้ง

หลัง “ไอซ์” “รักชนก ศรีนอก สส.เขตบางบอน พรรคประชาชน ออกมาจับประเด็นเรื่อง“ประกันสังคม” โดยแฉข้อมูลความไม่โปร่งใสในการบริหารงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มีการใช้กันอย่างไม่เหมาะสม

โดยเฉพาะการซื้อตึกย่านพระราม 9 ที่มีมูลค่าสูงเกินจริงถึง 7,000 ล้านบาท ทั้งที่มีมูลค่าประเมินเพียง 3,000 ล้านบาท จนมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ยังไม่รวมงบประมาณดูงานต่างประเทศ โดยเลือกที่นั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสและพักโรงแรมระดับ 5 ดาว เรียกร้องให้เปิดเผยงบประมาณย้อนหลัง 5 ปี เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

ทั้งหมดเหมือนเข้ามาปลดแอกคนทำงาน ถือว่าได้ใจผู้ประกันตนคนทำงาน ที่ถูกหักจ่ายเงินทุกเดือน กลับถูกกระทำเหมือนพลเมืองชั้น 2 ทั้งๆ ที่เป็นเจ้าของเงิน แต่สิทธิการเข้าถึงการบริการ กลับไม่ได้เป็นธรรมอย่างที่ควรจะเป็นปลุกประชาชนช่วยกันลุกขึ้นมาตรวจสอบปกป้องสิทธิที่ควรจะได้

ที่ผ่านมาถือว่าเป็นการกระทำของนักการเมืองผู้มีอำนาจ ที่ไม่เห็นหัวประชาชนต้องถูกสั่งสอนให้หลาบจำ หากยังไม่สำนึกประชาชนคงต้องรวมพลังครั้งใหญ่ออกแรงในการเลือกตั้งครั้งหน้า ว่าควรจะเลือกใครเข้ามาทำหน้าที่ให้กับประชาชน