ทั้งนี้ กับภัยแผ่นดินไหวล่าสุด ก็สะท้อนชัดว่า “ไทยยังไม่มีแผนรับมือที่ดี” ทำให้เมื่อเกิดเหตุประชาชนจึงอลหม่าน เมื่อ “ขนส่งสาธารณะบางอย่างถูกระงับใช้งาน” และเกิด “ภาพประวัติศาสตร์” ภาพที่ไม่เคยคิดกันว่าจะได้เห็น…
ภาพคลื่นมนุษย์หลั่งไหลบนท้องถนน
และ “คนกรุงเทพฯ เดินเท้ากลับบ้าน”
ประเด็นนี้เรื่องนี้ก็ได้รับความสนใจไม่น้อย ซึ่งมีการออกมาตั้ง “ปุจฉา” ถึง “แผนรับมือและความพร้อมของไทย” หากเกิดเหตุภัยพิบัติลักษณะนี้ขึ้นซ้ำ โดยวันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็มีข้อมูลมาสะท้อนต่อ ซึ่งเป็นมุมมองพร้อมข้อเสนอแนะจากบทความ “ระบบขนส่งสาธารณะในวันแผ่นดินไหวไทยพร้อมไหม?” โดย ทีมวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่ประกอบด้วย ธมลวรรณ ทาสุวรรณ, ศุภวิชญ์ สันทัดการ, ชัยพร ชุ่มบุญชู, สิทธา ตรีพรชัยศักดิ์, นภสินธุ์ คามะปะโส ซึ่งมีข้อเสนอเกี่ยวกับ “การเตรียมความพร้อมระบบขนส่ง”…
กรณีที่ไทยมีเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้น
โดย “ถอดบทเรียนจากกรณีของญี่ปุ่น”
ทางทีมนักวิจัย TDRI ระบุไว้ในบทความดังกล่าว โดยสังเขปมีว่า…จากสถานการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ 28 มี.ค. 2568 สิ่งที่ทำให้คนกรุงเทพฯ ช็อกมากพอ ๆ กับแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว คือการที่ระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ อย่าง “รถไฟฟ้า”ต้อง“ระงับการเดินรถ” จากเหตุผลความปลอดภัย ส่งผลให้ “คนกรุงเทพฯ หมดทางเลือก” ต้องใช้การ “เดินเท้ากลับบ้าน” เนื่องจาก รถโดยสารสาธารณะอื่น ๆ มีไม่เพียงพอ ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า… ไทยจำเป็นต้องมีแผนรองรับด้านการขนส่งกรณีมีภัยพิบัติร้ายแรง ที่ไม่เฉพาะภัยแผ่นดินไหว แต่รวมถึงพิบัติภัยอื่น ๆ ด้วย
“ภัยพิบัติสร้างความตื่นตระหนกและบังคับให้คนต้องรีบเคลื่อนย้าย ซึ่งถึงแม้ภัยแผ่นดินไหวจะคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ แต่รัฐสามารถคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง และจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยสำหรับรองรับผู้อพยพล่วงหน้าได้ รวมถึงสามารถออกแบบลักษณะการเดินทางขณะมีภัยพิบัติไว้ล่วงหน้าได้ เพื่อเคลื่อนย้ายคนจากพื้นที่เสี่ยงไปพื้นที่ปลอดภัย”…นี่เป็นสิ่งที่ทางทีมวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของ TDRI ได้ระบุไว้ ได้เสนอมุมมองต่อสถานการณ์ดังกล่าวนี้ไว้ ซึ่งได้เน้นย้ำถึง “ความสำคัญ” ที่จะ ต้องมีการ “จัดระบบขนส่งมวลชนรองรับเหตุฉุกเฉิน” อย่าง “ภัยพิบัติ” โดยสิ่งที่มีการเสนอไปถึงภาครัฐ ถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ หรือ “ข้อเสนอแนะ” นั้น โดยสรุปมีดังต่อไปนี้…

ประการแรก ควรออกแบบวางแผนการเคลื่อนย้ายคน ทั้งระหว่างเกิดภัยพิบัติ หลังเกิดเหตุ อาทิ ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องจะต้องรู้ว่า…จุดใดคือจุดเสี่ยง? จุดใดคือโซนปลอดภัย? เป็นต้น เพราะ การที่ประชาชนมีข้อมูลเรื่องนี้จะช่วยให้การเคลื่อนย้ายภายใต้สถานการณ์ภัยพิบัติไม่สับสน ไม่อลหม่าน เพื่อให้การอพยพของผู้คนไม่ไร้ทิศทางหรือสะเปะสะปะ และประการต่อมาคือต้องออกแบบวิธีการเคลื่อนย้าย โดยรัฐต้องหาระบบที่จะมาช่วยสนับสนุนให้คนจำนวนมากสามารถเดินทาง เคลื่อนตัวออกจากโซนอันตรายสู่โซนปลอดภัยในเวลาที่ไม่นานเกินไป เพื่อลดความเสี่ยง-ความเสียหาย
นี่เป็น “ข้อเสนอ” โดยทีมวิจัย TDRI
เพื่อ “ลดความเสียหาย–ความสูญเสีย”
นอกจากนั้น ในบทความนี้ยังนำ “กรณีของประเทศญี่ปุ่น” ที่มีเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวบ่อย มาถอดบทเรียนเพื่อเป็น “กรณีศึกษาสำหรับประเทศไทย” โดยระบุว่า…ด้วยความที่ญี่ปุ่นเจอภัยพิบัติบ่อย ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นจึงออกแบบระบบขนส่งสาธารณะในภาวะฉุกเฉินเอาไว้ เพื่อเตรียมพร้อมไว้เสมอ อาทิ… กำหนดแนวทางรับมือแบ่งตามระดับความรุนแรงของภัยพิบัติโดยกรณีที่เหตุไม่รุนแรง ระบบขนส่งจะให้บริการตามปกติ แต่จะกำหนดความเร็วที่ใช้ให้ไม่เกิน 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ติดตามประเมินสถานการณ์ตลอดเวลาจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบระบบขนส่งสาธารณะให้ทันต่อสถานการณ์, ประเมินความต้องการใช้บริการแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับลดหรือเพิ่มทั้งจำนวนพาหนะ และรอบ หรือจำนวนเที่ยวพาหนะที่ใช้ขนส่งคน เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถอพยพประชาชนได้ทันท่วงที, กำหนดแนวทางสื่อสารที่ชัดเจน ทั้งระหว่างผู้ให้บริการด้วยกันเอง ผู้ให้บริการกับประชาชน ทำให้เมื่อเกิดเหตุจึงไม่สับสนในการสั่งการ และในแง่การปฏิบัติตัว
และรวมถึง จัดทำคู่มือแผนรับมือการปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานใช้เป็นแนวทางขณะเกิดเหตุ โดยคู่มือนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของพนักงาน–ผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากภัยพิบัติอาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความตระหนกตกใจได้ จนอาจจะมีความเสี่ยงที่จะตัดสินใจผิดพลาดในภาวะวิกฤติได้ …นี่เป็นตัวอย่างโดยสังเขปจาก “กรณีของญี่ปุ่น” ซึ่งน่าใช้เป็น “กรณีศึกษาของไทย” ได้ ทั้งนี้ ระบบของญี่ปุ่นมี “จุดเด่น” คือนอกจากแบ่งแผนตามระดับความรุนแรงแล้ว…ยังมีคู่มือปฏิบัติที่ชัดเจนให้กับผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ ตัดสินใจได้ทันท่วงทีตามสถานการณ์ไม่ต้องรอคำสั่งการที่มักไม่ทันการณ์
ต่าง ๆ เหล่านี้ก็มิใช่จะติติงฝ่ายใด ๆ
ก็สะท้อนต่อไว้…“ไทยยังต้องพัฒนา”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



