ทั้งนี้ “สถานที่ประวัติศาสตร์” มักจะมีสิ่งที่ตกค้างหลงเหลือไว้ ไม่ว่าจะวัตถุสิ่งของ หรือความทรงจำ ซึ่งสิ่งตกค้างเหล่านี้ก็ชักจูงผู้คนให้เข้าสำรวจ เรียนรู้ สัมผัสประสบการณ์ จนนำสู่การท่องเที่ยวสถานที่แบบที่เรียกว่า “ท่องเที่ยวแบบมืด”หรือ…

ดาร์ก ทัวริสซึม (Dark Tourism)”

ที่ “ในไทยนั้นก็มีสถานที่ที่เข้าข่าย”

เกี่ยวกับ “ท่องเที่ยวแบบมืด – Dark Tourism” ในเมืองไทย ที่ผ่านมาก็เคยมีการจัดเส้นทางท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวได้ตามรอยเรื่องราวอดีต ขณะที่ข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อนี่ก็น่าสนใจ โดยเป็นข้อมูลจากบทความ “เที่ยวชมคนตาย : สังคมเรียนรู้อะไรจากการท่องเที่ยวแบบมืด (Dark Tourism)”โดย ธนวัฒน์ รุ่งเรืองตันติสุข นักวิจัย ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เผยแพร่ไว้ทางเว็บไซต์ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

ทั้งนี้ โดยสังเขปจากที่มีการระบุไว้ในบทความดังกล่าว… คำว่า Dark Tourism” นั้น ศัพท์นี้มีการบัญญัติขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดย 2 นักวิชาการ คือ John Lennon และ Malcom Foley โดยได้มีการให้ความหมายของคำว่า Dark Tourism ไว้ว่าหมายถึง… การเดินทางเยี่ยมชมสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความตาย สถานที่ที่เคยเกิดความตาย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่เคยมีอุบัติเหตุ โศกนาฎกรรม สงคราม ความหายนะ ความทุกข์ทรมาน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม Dark Tourism หรือ “ท่องเที่ยวแบบมืด” ในแต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาผ่านปัจจัยต่าง ๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญ แบ่งประเภทท่องเที่ยวแบบมืดเป็น 4 กลุ่ม โดยพิจารณาจากปัจจัยอุปสงค์-อุปทาน คือ…

กลุ่มที่ 1 การท่องเที่ยวแบบสีหม่น (Pale Tourism) เป็นท่องเที่ยวแบบมืดที่ไม่ได้ตั้งใจดึงดูดผู้คน นักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจเรื่องความตายมากนัก กลุ่มที่ 2 อุปสงค์การท่องเที่ยวแบบสีเทา (Grey Tourism Demand) นี่ก็เป็นท่องเที่ยวแบบมืดที่ไม่ได้ตั้งใจดึงดูดผู้คน แต่นักท่องเที่ยวผู้นิยมคลั่งไคล้เรื่องความตายสนใจเยี่ยมชม กลุ่มที่ 3 อุปทานการท่องเที่ยวแบบสีเทา (Grey Tourism Supply) เป็นท่องเที่ยวแบบมืดที่ตั้งใจดึงดูดผู้คน แต่ไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้นิยมคลั่งไคล้เรื่องความตายได้มากนัก และ กลุ่มที่ 4 การท่องเที่ยวแบบสีดำ (Black Tourism) เป็นท่องเที่ยวแบบมืดที่ตั้งใจดึงดูดผู้คนให้เข้าสัมผัสเรื่องของความตายอย่างแท้จริง และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้นิยมคลั่งไคล้เรื่องความตายได้เป็นอย่างดี

ท่องเที่ยวแบบมืด – Dark Tourism”

คำนี้อาจไม่ค่อยคุ้นกันแต่ก็ “น่าสนใจ”

กับประเด็น สังคมเรียนรู้อะไรจากการท่องเที่ยวแบบมืด??… ในบทความดังกล่าวที่จัดทำโดยนักวิจัย ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ก็น่าสนใจ โดยได้ แบ่งเป็น 3 ประการ ได้แก่… 1.การท่องเที่ยวแบบมืดอาจช่วยให้กลุ่มคนบางกลุ่มสามารถเรียนรู้ถึงประสบการณ์ความตื่นเต้นหวาดเสียว2.การท่องเที่ยวแบบมืดถือเป็นพื้นที่ที่กลุ่มคนบางกลุ่มใช้เป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณในอีกรูปแบบหนึ่งคือท่องเที่ยวแบบมืดเปรียบเสมือนการรวมตัวของผู้คนซึ่งต้องการสื่อสารและปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง โดยเฉพาะอารมณ์ความเศร้าและอารมณ์ของการใคร่ครวญระลึกถึง 3.หากผู้ที่เกี่ยวข้องมีแนวทางในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างเหมาะสมการท่องเที่ยวแบบมืดก็สามารถทำให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ซึ่งมีประโยชน์ต่อหลายสาขาวิชา เช่น กายวิภาคศาสตร์ นิติวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์

ในประเทศไทยนั้น ข้อมูลในบทความดังกล่าวระบุไว้ว่า… พิจารณาดูแล้วก็มี แหล่งท่องเที่ยวแบบมืด อยู่ เช่น ศูนย์ประวัติศาสตร์ช่องเขาขาด (.กาญจนบุรี) ที่ฉายให้เห็นความทุกข์ทรมานของเชลยศึกสงครามที่กองทัพญี่ปุ่นนำมาใช้เป็นแรงงานสร้างทางรถไฟในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อุทยานประวัติศาสตร์ถังแดง (.พัทลุง) ซึ่งฉายประวัติศาสตร์ความรุนแรงซึ่งรัฐกระทำต่อชาวบ้านในข้อกล่าวหาสนับสนุนคอมมิวนิสต์ หรือ พิพิธภัณฑ์สึนามิระหว่างประเทศ (.พังงา) เป็นต้น

ทั้งนี้ ในบทความดังกล่าวระบุไว้ด้วยว่า… มีนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่าสังคมไทยมอง “ท่องเที่ยวแบบมืด” ผ่านแง่มุมจำกัด อาจมองเป็นเพียงของแปลกที่สร้างผลกำไรได้ หรือแค่เป็นเรื่องของอดีต และแหล่งท่องเที่ยวแบบมืดบางแห่งแม้มีเจตนาให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้การทำงานของสาขาวิชาต่าง ๆ แต่ผลอาจเป็นการสร้างความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่คิดจะกลับไปเยี่ยมชมอีก สังคมไทยส่วนใหญ่ก็เหมือนสังคมอื่นที่มองการท่องเที่ยวแบบมืดเป็นภาพเชิงลบ การนำความตายของคนมาทำให้เป็นสินค้าในพื้นที่สาธารณะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องหากมองจากกรอบทางศีลธรรม ซึ่งสังคมไทยก็จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องการท่องเที่ยวแบบมืดอีกมาก ทั้งในเชิงทฤษฎี-เชิงปฏิบัติ จำเป็นต้องมีการทบทวนศึกษาเรื่องการท่องเที่ยวแบบมืด…

เนื่องจากการท่องเที่ยวแบบมืดเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดซับซ้อน สังคมจึงต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่งต่อการทบทวนศึกษาและการนำเสนอเรื่องราวของคนตายในพื้นที่สาธารณะผ่านการท่องเที่ยว”…ทางนักวิจัยระบุไว้

เรื่องนี้ก็นับว่า “น่าสนใจ” และ “น่าคิด”

ท่องเที่ยวแบบมืด” ซึ่ง “ไทยก็มีอยู่”

ที่…“สงกรานต์ก็คงมีคนเลือกเที่ยว”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์