ทั้งนี้ ว่าด้วย “ปัญหาจากล้งต่างชาติ” นั้น ที่จริงเรื่องนี้ใช่จะเพิ่งเกิด แต่มีปัญหามานานพอสมควรกับตลาดผลไม้ของไทย ไล่มาตั้งแต่ ทุเรียน มังคุด ลำไย ซึ่งจากกระแสนิยมผลไม้ไทยนี้ทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อจัดหาผลไม้ส่งออกต่างประเทศ จนส่งผลทำให้ “จำนวนล้งต่างชาติเพิ่มขึ้น” ในระยะกว่า 10 ปีที่ผ่านมา…

เกี่ยวกับ “ล้งต่างชาติ” นั้น เรื่องนี้เคยถูกวิเคราะห์ไว้น่าสนใจจาก รายงานทีดีอาร์ไอ (TDRI) ฉบับที่ 219 เดือนธันวาคม 2567 ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์ หยิบยกมาสะท้อนต่อ เพื่อฉายภาพ “กลไกล้ง” ที่เป็น “จิ๊กซอว์ตัวสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานผลไม้ไทย” เนื่องจาก “ล้ง” ในช่วงกว่าสิบปีมานี้ มีบทบาทเป็นมากกว่าคนรับซื้อ และ มีสัดส่วนจำนวนเพิ่มขึ้น

แถมมาเติบโตขยายตัวแข่งกับ “ล้งไทย”

จนมีบทบาทกลายเป็นมากกว่าแค่ผู้ซื้อ

ทั้งนี้สำหรับ “บทบาทของล้ง” นั้น ในรายงานทีดีอาร์ไอฉบับนี้ สะท้อนว่า… ในห่วงโซ่อุปทานผลไม้ ล้งไม่ได้ทำหน้าที่แค่รับซื้อแล้วจบไป แต่กลับมีสถานะเปรียบเสมือน “ศูนย์ปฏิบัติการกลางน้ำ” ที่ทำหน้าที่หลายอย่าง ตั้งแต่… รวบรวมคัดคุณภาพบรรจุ” เพื่อที่จะส่งสินค้าไปให้ถึงมือผู้บริโภคทั่วโลก หรือหากเปรียบเกษตรกรเป็นคนปลูกข้าวแล้ว ล้งก็คือโรงสีและผู้ส่งออกในร่างเดียวกัน เหตุนี้จึงทำให้ ล้งมีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางราคาท้องตลาดได้ และที่น่าตกใจยิ่งขึ้นก็คือ จากข้อมูลของทีดีอาร์ไอปี 2567 เมื่อเปรียบเทียบ “ล้งไทย” กับ “ล้งต่างชาติ” พบว่า… ถึงแม้ล้งไทยจะมีสัดส่วนมากกว่า แต่ในแง่ “ผลประกอบการส่วนแบ่งการตลาด” กลับพบว่า… “ล้งต่างชาติ” กลับมีผลประกอบการสูงกว่า

จนบางคนเปรียบเทียบเป็น “มวยคนละรุ่น”

แล้วอะไรอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของล้งต่างชาติ? …เรื่องนี้ ในบทวิเคราะห์สะท้อนว่า… ผลกำไรที่มากกว่าของล้งต่างชาติ ทั้งที่มีจำนวนน้อยกว่าล้งไทยอาจมีปัจจัยจากการที่ล้งต่างชาตินั้น “มีเงินทุนหนากว่า” กับ “เข้าถึงเทคโนโลยีคัดเกรดที่แม่นยำมากว่า” รวมถึง “มีตลาดในมือของตัวเอง” จึงทำให้มีข้อได้เปรียบกว่าล้งไทย… เป็นบทวิเคราะห์ที่ฉายภาพไว้ เพื่อสะท้อนให้เห็น “จุดแข็งของล้งต่างชาติ” จนสามารถสร้างความได้เปรียบมากกว่า “ล้งสายเลือดไทย 100%”

จากบทวิเคราะห์ฉบับเดิม ยังได้สะท้อนอีกประเด็นซึ่งน่าสนใจ เกี่ยวกับ “ล้งต่างชาติ” นี้ว่า…หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม กับกลไกนี้ก็มีทั้ง “ข้อดีข้อเสีย” โดยในรายงานของทีดีอาร์ไอนั้น ได้จำแนกถึง “ผลกระทบเชิงบวก” และ “ผลกระทบเชิงลบ” จาก “ล้งต่างชาติ” ออกมาเป็นข้อ ๆ ไว้ ดังนี้…

เริ่มจาก “ผลกระทบเชิงบวก” พบว่า…มีข้อดี ได้แก่ ช่วยให้ผลไม้ไทยมีช่องทางจำหน่ายหลากหลายมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งผู้รวบรวมหรือพ่อค้าคนกลางในพื้นที่เหมือนในอดีต,.ช่วยให้ราคาผลไม้ขยับสูงขึ้น จนส่งผลให้เกษตรกรขายได้ในราคาที่ดีขึ้นซึ่งเป็นผลดีต่อราคาผลไม้โดยรวมทั้งระบบ, เกษตรกรมีแรงจูงใจในการผลิตและปรับตัว เพื่อผลิตผลไม้คุณภาพสูงตามมาตรฐานส่งออก, กระตุ้นให้เกิดกิจกรรมเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เช่น เกิดการจ้างงานเพื่อเก็บเกี่ยว หรือคัดคุณภาพ บรรจุหีบห่อ และขนส่ง, เชื่อมโยงตลาดต่างชาติได้ง่ายขึ้น …เหล่านี้เป็น “ข้อดี” จากล้งต่างชาติที่รายงานสะท้อนไว้

ส่วนในแง่ของ “ผลกระทบเชิงลบ” นั้น พบว่า… ล้งต่างชาติอาจจะสร้างปัญหาต่าง ๆ ได้ ดังนี้… ทำให้เกิดการพึ่งพามากเกินไป จนทำให้เกษตรกรไทยมีความเสี่ยง หากความต้องการบริโภคลดลง หรือเกิดปัญหานำเข้า, ล้งต่างชาติมีอำนาจการซื้อขายสูงเกินไป ทำให้เกษตรกรไทยมีอำนาจต่อรองต่ำ จนเสี่ยงไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม แม้ผลผลิตจะดีมีคุณภาพ, กระตุ้นให้เกิดการเร่งผลิตเกินไป โดยเฉพาะล้งต่างชาติที่เน้นปริมาณกว่าคุณภาพ ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์ชื่อเสียงผลไม้ไทยในตลาดต่างประเทศ, เสี่ยงสูญเสียธุรกิจกับส่วนแบ่งตลาด จนกระทบกับห่วงโซ่อุปทานผลไม้ไทยทั้งระบบ

ทั้งนี้ นอกจากการวิเคราะห์แล้ว รายงานของทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ 219 เดือนธันวาคม 2567 ยังได้มีการจัดทำ “ข้อเสนอแนะ” เพื่อแก้ไขปัญหาจากล้งต่างชาติไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้… เร่งขยายตลาดไปยังตลาดอื่น เพื่อลดการพึ่งพาแค่ตลาดเดียว, เร่งทำการตลาดเชิงรุก ด้วยการให้ข้อมูลกับผู้บริโภคที่รู้จักผลไม้ไทยอยู่แล้ว ให้รู้จักผลไม้ไทยมากขึ้น เช่น คุณภาพ วิธีเก็บรักษา วิธีบริโภค ขณะที่กลุ่มที่ไม่รู้จักผลไม้ไทย ก็ให้ใช้ช่องทางผ่านทูตพาณิชย์เปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ…

และก็รวมถึงการ เพิ่มความเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่มีอยู่, เพิ่มศักยภาพให้กับล้งไทย เช่น สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งเงิน สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม กับ สนับสนุนให้ล้งไทยสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม …เป็น “ข้อเสนอ” เพื่อแก้ปัญหาล้งต่างชาติ ที่ทีดีอาร์ไอได้เคยจัดทำไว้…

ที่เคยมีการนำปัญหานี้มาโฟกัสเมื่อปี 2567

จนวันนี้ดูเหมือน “ปัญหาของล้งต่างชาติ”

กลับมาวนซ้ำอีกครั้งในปี 2569 จนมีปุจฉา

ที่ผ่านมาไทยเคยได้แก้ปัญหานี้จริงจังมั้ย?

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์