ทั้งนี้ อนาคตรัชทายาทพระองค์นี้ “จะหวนคืนสู่อิหร่านหรือไม่??” โลกก็จับตา เพราะอาจยึดโยงความเป็นไปของอิหร่าน ขณะที่เรื่องราว “ราชวงศ์ปาห์ลาวี” นั้น ก็มี “เกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ” ไม่น้อย…

“ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ชวนพลิกแฟ้มดูกัน

กับ “ไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์” ในเรื่องนี้

จาก “จุดเริ่มต้นถึงจุดสิ้นสุด” ราชวงศ์นี้

ข้อมูลเกี่ยวกับ “ราชวงศ์ปาห์ลาวี” ที่มีการเผยแพร่ไว้ในแหล่งข้อมูลต่าง ๆ สะท้อนเกร็ดประวัติศาสตร์ ช่วงเวลาที่สำคัญ ๆ ของราชวงศ์นี้ โดยสังเขปมีดังนี้คือ… “ราชวงศ์สุดท้ายของอิหร่าน” ราชวงศ์นี้ มีจุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1921 หลังจาก “พันเอกเรซา ข่าน” ผู้บัญชาการกองพันน้อยคอสแซค บุกเข้าเมืองเตหะราน ยึดอำนาจ “อะหมัด ชาห์” กษัตริย์องค์สุดท้าย ราชวงศ์กอญัร ที่ปกครองประเทศมาก่อนหน้านี้, ค.ศ. 1925 หลังยึดอำนาจได้ เรซา ข่าน ทำพิธีราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ โดย สถาปนาราชวงศ์ปาห์ลาวี และเป็น กษัตริย์พระองค์แรก ของราชวงศ์ทรงพระนามว่า “พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี”

ค.ศ. 1935 พระเจ้าชาห์ เรซา ได้ “เปลี่ยนชื่อประเทศ” จาก “เปอร์เซีย” เป็น “อิหร่าน” และดำเนินนโยบายให้อิหร่านก้าวหน้าแบบยุโรปและชาติตะวันตก ผ่านทางนโยบายต่าง ๆ เช่น ยกเลิกใช้กฎหมายศาสนา, ห้ามแต่งกายแบบพื้นเมือง แต่ให้แต่งกายแบบตะวันตก, ยกเลิกประเพณีคลุมหน้าของสตรี รวมถึง พยายามลดอำนาจของฝ่ายศาสนา อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าแทนที่อำนาจทางศาสนาได้อยู่ดี…

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ในปี .. 1941 กองทัพสัมพันธมิตรบุกอิหร่าน โดยขณะนั้นอิหร่านมีสัมพันธ์ที่ดีกับเยอรมนี ทำให้กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยอังกฤษและสหภาพโซเวียต บังคับเนรเทศ พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี ออกจากอิหร่าน โดยให้สละราชบัลลังก์แก่พระโอรส คือ “พระเจ้าชาห์ มุฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี” ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน เป็น กษัตริย์พระองค์ที่ 2 ของราชวงศ์ปาห์ลาวี และหลังพระเจ้าชาห์ มุฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ขึ้นครองราชย์ ทรงดำเนินนโยบาย “เปิดประเทศอิหร่าน” หวังทำให้อิหร่านก้าวหน้าทันสมัยตามแบบชาติตะวันตก ส่งผลให้อิหร่านยุคนี้ทันสมัยมากขึ้นจากอดีต

ผ่านนโยบายที่เรียกว่า “การปฏิวัติขาว”

หลังพระเจ้าชาห์ มุฮัมหมัด เรซา ครองราชย์ ประกาศนโยบาย “ปฏิวัติขาว” หรือ “White Revolution” ก็ได้ทรงดำเนินนโยบายเปิดประเทศรับอารยธรรมตะวันตกเข้ามามากขึ้น รวมถึง มีการปฏิรูประบบต่าง ๆ หลายด้าน เช่น ปฏิรูปที่ดิน, แปรรูปขายหุ้นอุตสาหกรรมภาครัฐ, ปฏิวัติการศึกษา, ปฏิรูปสิทธิสตรี เป็นต้น โดยไม่ได้ทรงคาดคิดมาก่อนว่าจะเป็น “ดาบ 2 คม”

ทั้งนี้ แม้โครงการต่าง ๆ ของพระเจ้าชาห์พระองค์ที่ 2 จะได้การยอมรับช่วงแรก และทำให้อิหร่านเจริญก้าวหน้าขึ้น แต่ก็นำสู่ปัญหาต่าง ๆ จน เกิดเหตุประท้วงของประชาชน เป็นระยะ ๆ และกลายเป็น “จุดเริ่มต้นสำคัญ” ทำให้ “ราชบัลลังก์ปาห์ลาวีสั่นสะเทือน” โดยปี ค.ศ. 1951 แกนนำ ขบวนการชาตินิยมอิหร่าน คือ “ดร.มุฮัมหมัด มูซัดเดก” นายกรัฐมนตรีอิหร่าน ได้ยึดบริษัทน้ำมันของอังกฤษเป็นของรัฐ จึงเกิดการบอยคอตอิหร่าน และทำให้ขัดแย้งกับพระเจ้าชาห์ มุฮัมหมัด เรซา

ค.ศ. 1953 หลังเกิดความตึงเครียดรุนแรงมากขึ้นกับ ดร.มุฮัมหมัด มูซัดเดก นายกรัฐมนตรี พระเจ้าชาห์ มุฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี และ พระราชินีโซรยา อิศฟันดิยารี-บักติยารี ภรรยาคนที่ 2 ก็ได้ลี้ภัยไปต่างประเทศ ก่อนที่ในปีเดียวกันนี้ได้เกิดรัฐประหารโค่นอำนาจ ดร.มุฮัมหมัด มูซัดเดก โดย “ซีไอเอ” ของสหรัฐอเมริกา กับ “เอ็มไอ 6” ของอังกฤษ เกี่ยวข้อง?? และพระเจ้าชาห์ มุฮัมหมัด เรซา ได้กลับมาครองราชย์อีก โดยทรงสถาปนาระบอบกษัตริย์อย่างเต็มที่ ดำเนินนโยบาย “ปฏิวัติขาว” ด้านต่าง ๆ แบบเข้มข้น แต่ต่อมา ประชาชนไม่พอใจหลังพบว่าผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่แต่กับราชวงศ์-ชนชั้นนำ

เมื่อความไม่พอใจของประชาชนเริ่มสะสมสูงขึ้นจึงนำสู่เหตุประท้วงเป็นระยะ ทำให้พระเจ้าชาห์ มุฮัมหมัด เรซา ทรงตั้ง “กองกำลังซาวัค” ขึ้น เพื่อปราบปรามจับกุม มีการทรมานผู้ประท้วงต่อต้าน โดยในเวลานั้นหนึ่งในผู้ต่อต้านคนสำคัญก็คือ “อายะตุลเลาฮ์ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี” ที่ต่อต้านนโยบายปฏิวัติสีขาวอย่างเปิดเผย ที่ยิ่งเป็นการเสริมแรงให้กับกลุ่มต่อต้าน

ปี .. 1963 มีการจับกุม โคมัยนี และเนรเทศจากอิหร่านในเวลาต่อมา คือปี .. 1964 ซึ่งยิ่งเสริมแรงการต่อต้านมากขึ้น โดยระหว่างอยู่ต่างแดน โคมัยนีได้ใช้ยุทธวิธีผ่าน “เทปคาสเซ็ทแห่งการปฏิวัติ” เพื่อต่อต้าน “ขับไล่พระเจ้าชาห์”

ต่อมาปี .. 1978 เกิดเหตุการณ์ “ศุกร์ทมิฬ” หรือBlack Friday” หลังรัฐบาลปราบปรามผู้ประท้วงรุนแรง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งในปี .. 1979 เมื่อความตึงเครียดและการประท้วงลุกลามหนักขึ้น พระเจ้าชาห์ มุฮัมหมัด เรซา และครอบครัว ต้องออกนอกอิหร่าน ซึ่งถัดมาไม่นาน “โคมัยนี” ในวัย 78 ปี ได้เดินทางกลับสู่อิหร่าน และนำสู่การ “เปลี่ยนแปลงการปกครอง” จาก “ราชาธิปไตย” สู่ “สาธารณรัฐอิสลาม” ซึ่งเป็นการ “ปิดฉากราชวงศ์ปาห์ลาวี” ในอิหร่าน นับแต่นั้น

จนมามีกรณี “สหรัฐชูธงถล่มอิหร่าน”

สังคมโลกจึง “โฟกัสราชวงศ์ปาห์ลาวี”

ว่า…“จะหวนคืนสู่อิหร่านหรือไม่??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์