ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรม “SmartLiva” จาก “ฝีมือเด็กไทย” ที่ได้พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เพื่อวิเคราะห์ “ภาวะไขมันพอกตับ” ในเวลาที่รวดร็ว แถมมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยโรคนี้เพิ่มขึ้น…
เพื่อช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยจากโรคตับ
กับลดอัตราเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน
เกี่ยวกับ “ที่มานวัตกรรม” เพื่อตรวจวินิจฉัย “ภาวะไขมันพอกตับ” ด้วย “ระบบเอไอ” ชื่อ “SmartLiva” ซึ่งเป็นผลงานของสองนักศึกษาจากทีมห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) คือ ภูริณัฐ พลอาสา นักศึกษาปี 3 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ กับ ชลยา เครือวุฒิกุล นักศึกษาปี 1 สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) ที่ได้ร่วมกันคิดค้น ระบบวิเคราะห์ภาพอัลตราซาวด์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อจำแนกพยาธิสภาพ และประเมินภาวะพังผืด รวมถึงไขมันสะสมในตับ โดยนวัตกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากในเวลานี้…
เพราะช่วยคนไทยเข้าถึงการรักษาไวขึ้น

ภูริณัฐ พลอาสา / ชลยา เครือวุฒิกุล
สำหรับรายละเอียดเครื่องมือวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับดังกล่าว ทีมนักศึกษาผู้พัฒนานวัตกรรม “SmartLiva” อธิบายว่า… สถานการณ์โรคตับในประเทศไทยกำลังเข้าขั้นวิกฤติ โดยพบว่า… คนไทยกว่า 20 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรกำลังเผชิญภาวะไขมันพอกตับ ขณะที่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานนั้นพบปัญหาจากโรคพยาธิใบไม้ตับอย่างรุนแรง ซึ่งมีตัวเลขพบผู้ติดเชื้อสูง 1 ใน 3 ของประชากรในภาคดังกล่าว และเมื่อตับมีปัญหาเหล่านี้ หากปล่อยไว้ก็จะยิ่งทำให้ตับเกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ทำให้ตับเป็นพังผืด เกิดภาวะตับแข็ง และอาจจะกลายเป็นมะเร็งตับได้ในท้ายที่สุด…
อย่างไรก็ดี แต่ที่ผ่านมาคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้อัตราผู้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคตับมีจำนวนสูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัญหาใหญ่จาก “ค่าใช้จ่าย” ที่ทำให้คนไทยจำนวนมากเข้าไม่ถึงการตรวจรักษา เนื่องจาก เครื่องสแกนตรวจสุขภาพตับ ที่มีชื่อเรียกว่า… ไฟโบรสแกน (FibroScan) มีราคาสูงถึงเครื่องละ 2.5- 7 ล้านบาท โดยมีโรงพยาบาลรัฐเพียง 17 แห่งที่มีเครื่องนี้ อีกทั้งค่าตรวจต่อครั้งยังสูงถึง 3,000-5,000 บาท ซึ่งเกินกำลังผู้ที่มีรายได้น้อย ส่งผลให้เกิด “ช่องว่าง” การเข้าถึงการตรวจรักษา จนกลายเป็นปัจจัยทำให้ผู้ป่วยโรคตับในไทยสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ…
จากปัญหาและช่องว่างการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย ทำให้นักศึกษา มจธ. คิดค้นนวัตกรรม “SmartLiva” ขึ้น โดยมี รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และหัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) มจธ. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการดังกล่าว เพื่อพัฒนาระบบเอไอที่มี “คุณสมบัติ” ตามที่ต้องการ นั่นก็คือ อ่านภาพอัลตราซาวด์ได้แม่นยำและรวดเร็ว เพื่อให้การวินิจฉัยโรคตับสะดวกยิ่งขึ้น และอีกอุปสรรคใหญ่ คือ ระยะเวลารอผลตรวจที่ค่อนข้างนาน เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญที่อ่านฟิล์มเอกซเรย์มีจำนวนน้อย ทีมจึงพัฒนาระบบที่ช่วยให้อ่านภาพอัลตราซาวด์ได้แม่นยำ และรวดเร็ว
เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยโรคตับสะดวกยิ่งขึ้น

ทีมผู้พัฒนาเครื่องนี้ยังให้ข้อมูลและรายละเอียดการทำงานของเครื่อง “SmartLiva” ว่า… มีหลักการทำงานที่สำคัญ คือ… ระบบเอไอจะแปลงภาพอัลตราซาวด์ขาวดำให้เป็นผลวินิจฉัยที่อ่านได้ง่าย โดยแพทย์ผู้ตรวจสามารถอัปโหลดภาพผ่านเว็บ ลงในคอมพิวเตอร์ หรือแท็บเลต จากนั้น ระบบจะปรับภาพให้ชัดขึ้น และทำให้เข้าใจได้ง่าย ด้วยการไฮไลต์สี เช่น ตับเป็นสีแดง ไขมันเป็นสีเหลือง รวมถึง คัดบริเวณเนื้อตับที่จะต้องวิเคราะห์ออกมาให้
“วิธีนี้จะช่วยให้แพทย์เห็นความผิดปกติได้ทันที โดยเอไอจะประเมิน 3 เรื่องพร้อมกัน คือ ระดับพังผืด ความแข็งของตับ (F0–F4) และความผิดปกติของเนื้อเยื่อ เช่น ถุงน้ำ มะเร็งตับ พยาธิใบไม้ตับ ซึ่งจะประมวลผล วิเคราะห์ และสรุปผลเป็นรายงาน พร้อมภาพประกอบกับคำอธิบายที่คนทั่วไปเข้าใจ” …เป็นการทำงานโดยสังเขปของเครื่องมือนี้
ทีมผู้พัฒนาเครื่องนี้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า… ระบบเอไอที่ใช้นั้นจะถูกฝึกฝนด้วยฐานข้อมูลภาพอัลตราซาวด์มากกว่า 50,000 ภาพ จากโรงพยาบาลชั้นนำ อาทิ โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งผลทดสอบออกมาเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถวิเคราะห์ผลได้ค่อนข้างแม่นยำ อาทิ ประเมินระยะตับแข็งได้ 92%, ตรวจเนื้อเยื่อผิดปกติได้ 87% และพยาธิใบไม้ตับได้ 84% โดยใช้เวลาเพียง 7 วินาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง
“เครื่องนี้จะช่วยลดความเลื่อมล้ำสุขภาพให้คนไทย เพราะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการตรวจโรคลดลงถึง 77% จากค่าตรวจหลักพัน เหลือเพียง 200-300 บาท ซึ่งขณะนี้กำลังทดสอบในผู้ป่วยจริงตามโรงพยาบาลที่มีความร่วมมือด้วย ซึ่งถ้านำมาใช้งานจริงจะลดปัญหาความแออัดของผู้ป่วยให้โรงพยาบาล และช่วยลดอัตราผู้ป่วยโรคตับได้อย่างมาก” …เป็น “เป้าหมาย” ที่ทีมนักศึกษา มจธ. คาดหวังจากนวัตกรรม “ผลงานฝีมือเด็กไทย” ที่น่าส่งเสริม-สนับสนุนมาก ๆ…
ให้สามารถถูกนำมาใช้งานได้จริงในวงกว้าง
เพราะไม่เพียงลดเหลื่อมล้ำสุขภาพคนไทย
แต่ยังดีกับงบประมาณประเทศไทยอีกด้วย.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



