ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของมาตรการ เรื่องของนโยบายภายในประเทศ อย่างเรื่องของภาษีความหวาน ที่ขณะนี้ได้ปรับภาษีเพิ่มขึ้นเพราะเข้าสู่ระยะที่ 4 ของมาตรการ ที่มีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 68 ที่ผ่านมา โดยเครื่องดื่มที่มีสารความหวาน 10-14 กรัมต่อลิตร จะเสียภาษีเพิ่มจาก 3 บาท เป็น 5 บาท แต่ในทางกลับกัน หากมีการลดความหวานลงไม่เกิน 6 กรัมต่อลิตร ก็จะไม่เสียภาษีเลย ซึ่งนโยบายนี้ก็ส่งผลต่อบรรดา กลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่มไม่น้อยทีเดียว แม้ที่ผ่านมาบรรดาผู้ประกอบการต่างปรับตัว ต่างพลิกแพลงสูตร เพื่อให้เสียภาษีน้อยที่สุดหรือไม่ต้องเสียภาษีเลย หากไม่มีความหวาน
รับกระทบภาษีความหวาน
ด้วยเหตุนี้!! จึงได้เห็นค่ายเครื่องดื่มสารพัด ต่างออกมาเน้นออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่มีน้ำตาล หรือมีน้ำตาลน้อยลงกันเป็นจำนวนมาก ค่ายน้ำดำยักษ์ใหญ่อย่าง “เป๊ปซี่” ยังกุมขมับยืดอกยอมรับว่า การขึ้นภาษีความหวานของรัฐบาลย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก!! ซะทีเดียว เพราะปัจจุบัน “เทรนด์รักสุขภาพ” กำลังมา ดังนั้นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ จึงตั้ง
เป้าหมายไปที่ความต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพมากกว่า โดยที่ผ่านมาได้ปรับตัวเพื่อให้รองรับกับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงได้ทยอยปรับสูตรลดน้ำตาลลงไปบ้างแล้ว เพื่อให้เวลากับผู้บริโภคได้ปรับลิ้นให้ชิน ซึ่งในช่วงหลัง ๆ นี้ ค่ายเป๊ปซี่ก็หันมาเน้นเปิดตัวเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อย และน้ำตาล 0% ไปเรื่อย ๆ
ไม่ขึ้นราคา–ทวงบัลลังก์
ส่วน “คู่ปรับ” ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาตลอดกาลอย่าง “โค้ก” ยอมรับเช่นกันว่าการขึ้นภาษีความหวานครั้งนี้สะเทือนเงินในกระเป๋าประมาณ 150-160 ล้านบาท แต่ขณะนี้ยังไม่มีแผนขึ้นราคาสินค้า แต่จะเน้นใช้กลยุทธ์ปรับบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม ขายสินค้าในแต่ละพื้นที่ต่างกัน และขยายสินค้าไม่มีน้ำตาล พร้อมเพิ่มพอร์ตในสินค้าใหม่ ๆ จากปัจจุบันยังมีทั้งน้ำผลไม้ น้ำดื่ม น้ำชา และกาแฟ ขณะที่ “บิ๊กโคล่า” อดีตผู้นำอันดับ 3 ตลาดน้ำดำในยุคอดีตที่หายหน้าหายตาจากสมรภูมิตลาดไทยไปพักใหญ่ ปีนี้ขอรีเทิร์นกลับเข้ามาทวงบัลลังก์อีกครั้งในรอบ 10 ปี ด้วยการเป็นพาร์ตเนอร์ ชิปกับทีมสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี ทีมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกระดับโลกประเทศอังกฤษ ระยะเวลาสัญญา 2 ปี นำตราสัญลักษณ์สโมสร นักฟุตบอล และสิทธิประโยชน์ อื่น ๆ มาทำกิจกรรมการตลาดในประเทศไทยและอินโดนีเซีย
โดยที่บิ๊กโคล่าบอกว่า…การกลับมาครั้งนี้!! ก็เพื่อจะเป็นแบรนด์ในใจคนไทยอันดับแรกที่นึกถึงจากอดีตเคยมีสัดส่วนถึง 25% แต่เมื่อห่างหายจากการทำตลาดไปนานสัดส่วนการนึกถึงแบรนด์ของคนไทยจึงเหลือเพียง 8% เท่านั้น พร้อมยังตั้งเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมจาก 6% เป็น 15% ทวงอันดับ 3 ในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมของไทยที่ปัจจุบันมูลค่า 62,000 ล้านบาทกลับคืนมา จากในอดีตเคยมีส่วนแบ่งฯ อยู่ถึง 12%
แบมแบมเขย่ายอด
อีกหนึ่งแบรนด์ที่น่าสนใจ!! คือเครื่องดื่มให้พลังงานอย่าง “เรดบูล” จากกลุ่มทีซีพี ที่พยายามสร้างตัวตนให้พรีเมียมมากขึ้น ด้วยการผสมโซดาดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นซ่า ๆ ไม่ต่างไปจากน้ำอัดลม ซึ่งปีนี้อัดฉีดงบการตลาดถึง 100 ล้านบาท ออก 2 รสชาติใหม่ และไปคว้าดึงศิลปินระดับโลก “แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” จากวงก็อตเซเว่น มาเป็นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุด เขย่าตลาดหน้าร้อนนี้ พร้อมเชื่อว่าตลาดหน้าร้อนนี้ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์จะเติบโตได้ประมาณ 5% แม้ยังมีปัจจัยท้าทายเรื่องของสภาพอากาศที่อาจจะไม่ร้อนเท่ากับปีที่ผ่าน ๆ มา รวมถึงสภาพกำลังซื้อคนไทยที่ยังทรงตัวต่อเนื่อง แต่ก็เชื่อมั่นว่าจะอย่างไรซะ ตลาดเครื่องดื่มนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อเข้าสู่หน้าร้อน พฤติกรรมของผู้บริโภคย่อมต้องการเครื่องดื่มมาบริโภคอยู่แล้ว และในทุก ๆ ปี ยอดขายช่วงหน้าร้อนนี้จะมีสัดส่วนมากถึง 30% ทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนเรื่องภาษีความหวานระยะที่ 4 ของรัฐบาลนั้นถือว่า “เรดบูล” ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เพราะที่ผ่านมาได้ทยอยปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการทยอยปรับสูตรสินค้า โดยใช้สารให้ความหวานเข้ามาทดแทนน้ำตาล และสินค้าประเภทน้ำตาล 0% ทั้งหมดไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้น!! เมื่อถึงระยะเวลาตามที่รัฐบาลกำหนดจึงรอดตัว
แจกความสดชื่น
หันมาดูทางด้านเครื่องดื่ม “สปอนเซอร์” โดยพบว่าปีนี้!! ทีซีพีได้ร่วมกับกรุงเทพฯ ส่งแคมเปญ สปอนเซอร์ สดชื่น สู้ร้อน ไปต่อทุกกิจกรรม รณรงค์ให้คนไทยดูแลสุขภาพในช่วงฤดูร้อน พร้อมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความร้อนที่มีต่อสุขภาพควบคู่ไปกับการกระจายความสดชื่นแจกเครื่องดื่มสปอนเซอร์ผ่านคาราวานสู้ร้อน 4 ภาค เพราะมองว่า…อากาศร้อนมักเป็นอุปสรรคของ
การสร้างเสริมสุขภาพดี และไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัวตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยบางพื้นที่อาจ
มีอุณหภูมิสูงสุดถึง 43 องศาเซลเซียสทีเดียว ความร้อนที่รุนแรงนี้… ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง
ทั้งนี้สปอนเซอร์จัดอยู่ในหมวดสินค้าตลาดเครื่องดื่มสปอร์ตดริ๊งก์ ที่ปัจจุบันมีมูลค่า 5,500 ล้านบาท เติบโตปีละ 4–5% จากการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งสปอนเซอร์ถือว่ามีมาร์เกตแชร์ในตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ประมาณ 90% และขึ้นแท่นครองแชมป์เบอร์ 1 ของไทย โดยประเภทขวดแก้วและแบบกระป๋อง มีสัดส่วน 85% ของพอร์ตสปอนเซอร์ทั้งหมด ขณะที่ประเภทขวดพีอีที มีสัดส่วน 15%
บุกแจกทั่วไทย
ขณะที่ “เอ็ม-150” เครื่องดื่มสปอร์ตดริ๊งก์อีกหนึ่งแบรนด์ ก็ไม่ยอมน้อยหน้าแบรนด์อื่น ๆ เช่นเดียวกัน โดยรอบนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ความสดชื่นครั้งใหญ่ให้กับคนไทยทั้งประเทศแบบฉ่ำ ๆ หวังให้คลายร้อนกันเต็มที่ โดยยกทัพทีมฝาเหลืองบุกแจกผลิตภัณฑ์เอ็ม-150 ลิมิเต็ดอิดิชัน ฝาเหลือง มากถึง 1 ล้านขวดกันทีเดียว โดยยกทัพไปแจกทั่วไทย แบบกระจายความฉ่ำตลอดทั้งเดือน เม.ย. 68 นี้ ซึ่งการยกทัพแจกผลิตภัณฑ์เช่นนี้ ก็สร้างความฮือฮาให้กับคู่แข่งไม่น้อยเช่นกัน เพราะจำนวนที่แจกไม่ใช่น้อย ๆ แถมยังเป็นการกระจายแจกทั่วประเทศอีกต่างหาก
เชื่อแอร์โต 5-6%
ส่วนตลาด “เครื่องปรับอากาศ” หรือ “แอร์” ที่ขายดีแบบสุด ๆ ช่วงหน้าร้อน แต่ด้วยปีนี้ความร้อนระอุจะไม่ร้อนเท่าปีก่อน เพราะมีลมหนาวมาให้สัมผัสกันยาว ๆ หลายระลอกจนถึงช่วงปลายเดือน ก.พ. 68 ส่งผลให้ปีนี้หน้าร้อนจะเจออากาศร้อนแบบสั้น ๆ แต่บรรดาผู้ประกอบการ ยังเชื่อว่า ปี 68 นี้ สถานการณ์ตลาดของเครื่องปรับอากาศ ยังสามารถเติบโตได้ประมาณ 5-6% หรือคิดเป็นมูลค่ารวมที่ประมาณ 34,000-35,000 ล้านบาท ขณะเดียว กัน สินค้าเครื่องปรับอากาศแทบทุกแบรนด์ ไม่ได้นิ่งนอน ใจ ไม่ได้อยู่เฉย ต่างออกตัวจัดทัพอัดโปรโมชันกระหน่ำซัมเมอร์เซล เดินหน้าทำการตลาดกันอย่างเต็มสปีด
อัดงบ–ออกสินค้าใหม่
ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังอย่าง “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค” ที่ต้องถือว่าเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนิยมอยู่ไม่น้อย ได้เปิดตัวเครื่องปรับอากาศใหม่ถึง 3 รุ่น ในปี 68 นี้ พร้อมเตรียมขยายตลาด ขยายกลุ่มลูกค้าไปสู่กลุ่มโรงพยาบาล โรงเรียน โรงงานมากขึ้น ภายใต้งบการตลาดกว่า 1,200 ล้านบาท โดยเน้นการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่กำลังครองโลกของการสื่อสาร ขณะที่ค่าย “ไฮเออร์” แบรนด์สัญชาติจีนที่ทำตลาดอยู่ทั่วโลก ปีนี้ก็อัดงบการตลาดกว่า 1,200 ล้านบาท เปิดตัวเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ 7 หมวด รวมกว่า 50 รุ่น ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ให้เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม เช่น แอร์บ้าน, แอร์เชิงพาณิชย์, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, ตู้แช่, ทีวี และเครื่องทำน้ำอุ่น ซึ่งมั่นใจว่าถึงสิ้นปีปิดยอดขายถึง 14,000 ล้านบาท โต 26-28% ส่วนแบรนด์ “ไมเดีย” ก็ไม่ได้น้อยหน้า ยอมทุ่มงบประมาณเพิ่มเท่าตัวทีเดียว เพื่อเดินหน้ารุกตลาดเครื่องปรับอากาศแบบเต็มกำลังภายใต้คอนเซปต์ “แกร่ง ทน ครบเครื่อง” พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ มากมายหลายหลายรุ่น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนคนไทยที่ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์เท่านั้น แต่ก็มากไปด้วยนวัตกรรมสุดล้ำ และมีพรีเซ็นเตอร์นักมวยชื่อดัง “บัวขาว บัญชาเมฆ” เข้ามารับบทพรีเซ็นเตอร์ต่อเนื่องเป็นปี 2
ขอเป็นผู้นำ–ติดท็อป 5
ส่วน “ทีซีแอล” หลังจากที่ทำตลาดในไทยมานานกว่า 20 ปี จากนี้ขอขึ้นเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปี 2570 ด้วยสินค้า 4 กลุ่มหลักที่ทำตลาดอยู่ คือ ทีวี เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า และตู้เย็น และในอนาคตยังมีแผนนำสินค้ากลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มอีก เช่น แอร์รถบรรทุก แอร์ห้องครัว โซลาร์เซลล์ เป็นต้น โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่อง ปรับอากาศที่เปิดตัวรุ่นใหม่เพิ่ม คือ TCL FreshIN 3.0 Series ถือเป็นเจนเนอเรชันที่ 3 ของรุ่นนี้ เปิดตัวในไทยเป็นที่แรกของอาเซียน จุดเด่น หลัก ๆ สั่งงานด้วยเสียง รองรับภาษาไทย ไม่ต้องต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ต ฟังก์ชันระบบประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงจากเทคโนโลยีเอไอ ขณะที่ “แอลจี” ก็เปิดตัวแอร์รุ่นใหม่ 3 ซีรีส์ ภายใต้งบการตลาด 100 ล้านบาท ที่ไม่รวมงบโปรโมชัน และยังเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด คือ “เจฟ ซาเตอร์” มาช่วยขาย ซึ่งมั่นใจว่าสิ้นปีนี้มียอดขายแอร์กว่า 2,300 ล้านบาท เติบโต 35-40% ขึ้นท็อป 5 ในตลาดแอร์ ด้วยแชร์ 8% จากเดิมอยู่ในอันดับ 6 และมีแชร์ 5-6%
เปิดใหม่ 53 รุ่น
ด้านค่าย “โตชิบา” ก็ไม่ยอมน้อยหน้าแบรนด์อื่น ๆ เหมือนกัน เพราะยังมีชื่อเสียงติดในใจคนไทยเป็นจำนวน ไม่น้อย ก็เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่มากถึง 53 รุ่น ทั้ง
ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ผลิตภัณฑ์เครื่องครัว ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้าน เน้นจับลูกค้าระดับกลางถึงบน โดยมี
เป้าหมายใหญ่ที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ซึ่งก็มุงเน้นไปที่สินค้าใน 5 กลุ่มหลักอย่าง ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, เตาอบไมโครเวฟ, หม้อหุงข้าว และเครื่องทำน้ำอุ่น โดยเชื่อว่าตลอดทั้งปี 68 นี้ โตชิบาจะมียอดขายเติบโตมากถึง 25%
ห้าง–ศูนย์การค้าโปรแรง
หันมาที่บรรดาห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าชื่อดังต่าง ๆ ก็ระดมอัดโปรโมชันตลอดซัมเมอร์นี้ เพื่อปลุกกำลังซื้อกันอย่างถ้วนหน้า อย่างค่ายเซ็นทรัลที่ยอมทุ่มงบประมาณ 600 ล้านบาท ทรานส์ฟอร์มศูนย์การค้าทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายท่องเที่ยวช่วงซัมเมอร์ที่รวมทุกไลฟ์สไตล์ ช้อป-กิน-เที่ยวในที่เดียว โดยเชื่อว่าทราฟฟิกเพิ่มขึ้น 10-15% ตอบเทรนด์ท่องเที่ยวโลก “Experiential Tourism” เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพทั่วโลก อัดอีเวนต์กว่า 1,000 งาน ตลอดแคมเปญตั้งแต่วันนี้–5 พ.ค.นี้ เพราะในช่วงซัมเมอร์ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของปีที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงสุด
ขณะที่ค่ายเดอะมอลล์กรุ๊ป ก็อัดฉีดงบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อจัดแคมเปญในช่วงซัมเมอร์นี้ เพื่อปลุกบรรยากาศให้คนไทยออกมาจับจ่ายใช้สอย ผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในภาพรวม โดยมีเทศกาลสงกรานต์เป็นปัจจัยบวกสำคัญ ซึ่งแคมเปญซัมเมอร์ที่จัดขึ้นจะมอบทั้งความสุขและความ
คุ้มค่าในการใช้จ่ายให้กับคนไทย ซึ่งจนถึง 23 เม.ย.นี้ ได้จัดแคมเปญ “THE EPIC SUMMER-CATION” ดึงแบรนด์แฟชั่น 120 แบรนด์ ปลุกกำลังซื้อซัมเมอร์ ปั้น Retail-tainment สร้างปรากฏการณ์ความสนุกแบบมหากาพย์ดับร้อนแห่งปี ซึ่งจะมอบความคุ้มค่าทุกการชอปปิงทีเดียว
ทั้งหมดทั้งปวง เชื่อว่าช่วงเวลาซัมเมอร์หน้าร้อนนี้ แม้ภาวะสงครามการค้าทั่วโลกจะระอุแค่ไหน หรือสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อคนไทยยังไม่ฟื้นตัว แต่ในฐานะ ของผู้ประกอบการย่อมต้องจับจังหวะหาโอกาสในการขาย ดิ้นรนฝ่าอุปสรรคเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้แน่นอน!!!.
ทีมเศรษฐกิจ



