“ผมรวบรวมความกล้า แล้วก็เดินไปบอกพ่อแม่เลยว่า อยากไปเรียนขี่ม้าที่อเมริกา เพราะอยากใช้ชีวิตแบบคาวบอย” หนุ่มวัย 23 ปี ที่ชื่อ “ปาร์ค-เมธัส บรรณเกียรติ” ที่เราให้ฉายาเขาว่าเป็น “คาวบอย Gen Z” บอกเล่าจุดเปลี่ยนชีวิตเรื่องนี้ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงที่เขาเพิ่งเรียนจบ ปวช.3 สาขาช่างยนต์ จากวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล หัวหิน ซึ่งเขาไม่อยากกลับเข้าห้องเรียนแล้ว เพราะอยากไปเรียนขี่ม้าที่สหรัฐอเมริกา และอยากลองใช้ชีวิตคันทรีแบบคาวบอย เพราะมีแรงบันดาลใจจากพ่อของเขา และจากความประทับใจที่ได้ดูหนังคาวบอยฝรั่งในจอ จึงตัดสินใจเดินไปขอพ่อแม่ ทั้งที่ไม่มีครอบครัวพี่น้องเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักอยู่ที่นั่นเลยก็ตาม ทั้งนี้ แม้ความฝันคาวบอยหนุ่มคนนี้จะน่าแปลกใจ แต่ที่น่าทึ่งกว่าคือ สัญญาณโอเคที่คุณพ่อคุณแม่ตอบกลับมาให้เขาแบบไม่คัดค้านความฝันของลูกแม้แต่นิดเดียว ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจมาก แต่สุดท้ายคาวบอยหนุ่มก็ไม่ได้บินไปเรียนขี่ม้าที่อเมริกา โดยได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาคาวบอยจากพ่อของเขา และเพื่อน ๆ ของคุณพ่อในวงการคาวบอยเมืองไทยแทน พร้อมกับการเข้ามารับช่วงกิจการ ATV PARK ต่อจากคุณพ่อคุณแม่ ร่วมกับพี่ชายคนโต อย่างไรก็ดี แม้ฝันที่จะไปเรียนขี่ม้าที่อเมริกาจะยังไปไม่ถึง แต่ฝันที่อยากใช้ชีวิตคันทรีแบบคาวบอยของเขาก็เริ่มขึ้นตอนนั้น

“พ่อแม่ไม่ห้าม แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าจะไป ต้องไปด้วยทุนตัวเองนะ ไอ้เราก็ไม่รู้จะไปหาเงินจากไหน สุดท้ายพ่อกับแม่ยื่นข้อเสนอมาว่า งั้นทำงานกับที่บ้านเพื่อเก็บเงินดูสิ เพราะครอบครัวเรามีธุรกิจ Cha-Am ATV Park กับที่พักชื่อ Cha-Am Country home ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ผมก็ตกลง โดยผมดูแลกิจกรรมภาคสนามทั้งหมด รวมถึงเป็นสารพัดช่างด้วย เพราะเรียนจบช่างมา ส่วนพี่ชายคนโตจะดูงานบริหารกับการตลาด”ปาร์คพูดถึงจุดเปลี่ยนชีวิตเรื่องนี้ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับความฝันอยากไปเรียนขี่ม้าที่อเมริกา โดยตัวของเขานั้นเป็นน้องเล็กคนสุดท้อง ในจำนวนลูก ๆ ทั้งหมด 3 คนของ “คุณพ่อ–สุรพงษ์” กับ “คุณแม่–สุวลี” โดยเขามีพี่ชาย พี่คนโต คือ “ไปร์ท–นวพล” และพี่สาว คือ “ปอ–ธนัญญา”

ปาร์ค–เมธัส เล่าว่า เขาชอบม้าและขี่ม้ามาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว โดยแม่เคยเล่าว่า หลังคลอดไม่นานก็พาเขาขึ้นหลังม้าขี่ไปกับพ่อแล้ว เพราะคุณพ่อชอบขี่ม้าและรักการขี่ม้ามากเสียจนตัดสินใจโบกมือลาชีวิตที่กรุงเทพฯ วางแผนกับคุณแม่มาหาซื้อที่ดินแถบชะอำ เพื่อที่จะได้เลี้ยงม้าและขี่ม้า ก่อนจะค่อย ๆ ก่อร่างสร้าง Cha-Am ATV Park และ Cha-Am Country Home ขึ้นมา จนปัจจุบันที่นี่กลายเป็นที่พักและแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแถบ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ในที่สุด ซึ่งตอนนี้ตัวเขาก็มารับช่วงดูแล ATV PARK ร่วมกับพี่ชายคนโต โดยปาร์คยังบอกอีกว่า จริง ๆ เขาเกิดที่กรุงเทพฯ และคุณพ่อกับคุณแม่ก็ไม่ใช่คนชะอำ ครอบครัวทั้งหมดเป็นคนกรุงเทพฯ จนวันหนึ่งทั้งสองท่านรู้สึกเบื่อชีวิตในเมือง ประกอบกับคุณพ่อมีความฝันที่อยากจะขี่ม้าและชอบชีวิตแบบคันทรี จึงตัดสินใจมาหาซื้อที่ดินที่ อ.ชะอำ เพราะที่ดินที่ซื้ออยู่ใกล้กับคอกม้า เนื่องจากที่ชะอำมีการเลี้ยงม้าไว้บริการนักท่องเที่ยวขี่เล่นริมชายหาด …ปาร์คเล่าจุดเริ่มต้นการที่ครอบครัวเขามาเริ่มต้นที่ อ.ชะอำ พร้อมบอกอีกว่า ครอบครัวย้ายมาชะอำในช่วงที่เขากำลังเรียนชั้นอนุบาล 3 ซึ่งถ้าเป็นเด็กในเมืองคนอื่นอาจต้องปรับตัวกับชีวิตแบบนี้พอสมควร แต่สำหรับเขาไม่ต้องปรับตัวเลย เนื่องจากชอบวิ่งเล่นกลางแจ้ง และไม่ใช่เด็กติดเกมหรือหน้าจอมือถือ เมื่อต้องมาอยู่ในท้องทุ่งจึงสนุกมาก เพราะมีที่ให้วิ่งเล่นและมีกิจกรรมให้ทำเยอะแยะ …คาวบอยหนุ่มคนเดิมบอก

“เส้นทางสู่การเป็นคาวบอย” และการเลือกใช้ชีวิตในคันทรีนั้น ปาร์คเล่าเพิ่มว่า หลังเรียนจบ ปวช. ก็ไม่ได้วางแผนอะไรในหัวไว้เลยว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิต แต่ที่แว่บเข้ามาคืออยากเรียนขี่ม้าและฝึกม้าแบบจริงจัง เพราะใจไม่อยากกลับเข้าห้องเรียนแล้ว ด้วยอยากจะลองออกไปเรียนรู้จากชีวิตจริงดูบ้าง จึงได้ขอกับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งท่านทั้งสองคนก็โอเค โดยให้เหตุผลว่า ถึงบังคับให้เขาไปเรียน แต่ถ้าใจคนเราไม่อยากเรียนแล้ว สุดท้ายก็ไม่ยอมเรียนอยู่ดี แถมยังเสียเวลาและเงินทองเปล่า ๆ ส่วนสาเหตุที่อยากไปเรียนขี่ม้าที่อเมริกานั้น ปาร์คบอกว่า เพราะมีพี่คนหนึ่งที่รู้จักกัน ซึ่งขี่ม้าเหมือนกัน เล่าให้ฟัง ทำให้เขาอยากจะไปบ้าง โดยไม่ได้คิดว่าเรียนแล้วจะเอามาทำเป็นอาชีพได้มั้ย แค่อยากไป เพราะอยากไปลองใช้ชีวิตดู แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะต้องทำงานกับที่บ้าน เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่บอกว่า ถ้าจะไปก็ต้องหาเงินไปเอง เขาก็เลยมาทำงานกับที่บ้านเพื่อเก็บเงิน แต่ระหว่างนั้นคุณพ่อได้ซื้อม้าใหม่มา 1 ตัว แทนตัวเก่าที่เสียชีวิต ซึ่งเขามองเป็นโอกาสดีที่จะเรียนรู้จากการฝึกม้าใหม่ตัวนี้ โดยได้ “คุณพ่อเป็นครูสอนขี่ม้าคนแรก” และได้พี่ ๆ น้า ๆ ครูคนอื่น ๆ มาช่วยสอนด้วย เพราะตอนนั้นที่บ้านนอกจากมีธุรกิจ ATV กับที่พักแล้ว ยังเปิดสอนขี่ม้าด้วย ทำให้เขาได้เรียนรู้วิชาขี่ม้า บังคับม้า รวมถึงการดูแลม้า จากที่บ้าน

“พอได้เรียนรู้จริงจัง ทำให้รู้เลยว่าขี่เล่น ๆ กับขี่เป็นแตกต่างกันสิ้นเชิง เพราะขี่เล่น ๆ เราแค่ปล่อยให้ม้าเดินไป หรือมีคนจูงให้ม้าเดิน แต่การขี่ม้าเป็น จะต้องรู้ทุกอย่าง ทั้งต้องรู้จักม้าแต่ละชนิด ทั้งต้องเข้าใจนิสัยม้าแต่ละตัว รวมถึงต้องรู้เทคนิคที่จะบังคับม้าและการรักษาม้าด้วย ซึ่งถ้าพูดให้เห็นภาพ การขี่ม้าเล่นคือตามใจม้า ม้าเดินไปไหนเราก็ไปตาม แต่ขี่ม้าเป็นคือม้าต้องตามใจเรา เราอยากไปซ้ายเขาก็ต้องไปตามเรา ให้เขาเดิน วิ่ง ถอยหลัง เดินข้าง เขาต้องทำตามเรา ขณะที่คนขี่ต้องรู้เทคนิคควบคุมม้าไม่ให้ตื่นกลัวกับสิ่งรอบข้าง ซึ่งม้านี่มีเกียร์ถอยหลังนะครับ ปกติคนจะคิดว่าม้าต้องวิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่จริง ๆ เราฝึกเขาให้ถอยหลังได้ ซึ่งตรงนี้ผมก็ได้วิชาจากพ่อ เพราะพ่อบอกว่าบางสถานการณ์ที่ขี่ม้าไป โดยเฉพาะโลเคชั่นธรรมชาติที่เป็นป่าเขา เช่น ข้างทางเป็นเหวหรือเป็นน้ำ ถ้าม้าถอยหลังได้จะเซฟชีวิตทั้งคนและม้า เพราะพื้นที่จำกัดอาจยากต่อการบังคับให้ม้าเลี้ยวตัว”ปาร์คบอกเรื่องนี้
ชีวิตคันทรีที่หลงใหล
สำหรับ “ม้าที่ดูแลอยู่” ปาร์คบอกว่า ตอนนี้หลัก ๆ ก็จะมีอยู่ 3 ตัว ตัวแรกเป็นเพศผู้ชื่อ มาร์โก้ อายุ 3 ปีครึ่ง ซึ่งตัวนี้นิสัยจะนิ่ง ๆ เนิบ ๆ ตัวที่สองชื่อ เดซี่ อายุ 3 ปี ตัวนี้นิสัยจะปรู๊ดปร๊าดปราดเปรียว ตัวสุดท้ายชื่อ มอลลี่ ด้วยความที่เป็นแม่ม้า นิสัยก็จึงใจดี ไม่ค่อยดื้อ โดยม้าทั้ง 3 ตัวนี้เขาเป็นคนดูแลเองทั้งหมดทุกขั้นตอน เพราะคุณพ่ออยากให้ได้เรียนรู้ และลึก ๆ เขาก็ยังคิดว่า หรือเพราะคุณพ่ออาจอยากทดสอบหรือลองใจว่าเขาจะชอบม้า รักม้าจริงมั้ย ซึ่งพอเห็นว่าเขาจริงจัง คุณพ่อก็เลยส่งให้ไปฝึกงานกับเพื่อนฝูงที่อยู่ในวงการคาวบอยและขี่ม้าตามฟาร์มต่าง ๆ เพื่อให้ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ซึ่งเขาชอบมาก เพราะทำให้ได้เปิดโลกกับมุมมองใหม่ ๆ มากมายในมหาวิทยาลัยชีวิตเหล่านี้
ขณะที่การลงแข่งนั้น เขาบอกว่า ที่ผ่านมาลงแข่งตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งวงการคาวบอยจะมีทัวร์นาเมนต์สำคัญชื่อ Extreme Cowboy Games ที่จะจัดแข่งทุกปี ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ผสมผสานทักษะหลายด้านของการขี่ม้า โดยผู้เข้าแข่งต้องแสดงความสามารถขี่ม้าผ่านสิ่งกีดขวางและทำภารกิจที่ท้าทายในฐานต่าง ๆ ที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อทดสอบความสามารถของนักขี่ม้าและม้าที่ถูกฝึก ซึ่งคุณพ่อของเขานำไอเดียมาจากต่างประเทศมาริเริ่มบุกเบิกในเมืองไทย โดยได้เพื่อน ๆ ในวงการขี่ม้าสไตล์คาวบอยหลายคนร่วมกันผลักดันให้เกิดการแข่งขันประเภทนี้ขึ้นมา เพราะคุณพ่อของเขามองว่า นอกจากแข่งความเร็วแล้ว ควรมีพื้นที่ให้ม้าตัวอื่นที่อาจไม่ได้มีความเร็วมากมาย แต่มีทักษะอื่นที่ดี ได้มีพื้นที่โชว์ศักยภาพ อีกทั้งทักษะที่ใช้แข่งขันเหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงในไร่หรือในฟาร์มได้ หรือแม้แต่การขี่ม้าไปตามภูมิประเทศต่าง ๆ โดยปี 2024 ที่ผ่านมาเขาก็ได้รางวัลติดไม้ติดมือมาด้วย ในขณะที่รางวัลที่เขาภาคภูมิใจที่ได้นำม้าที่ตัวเองฝึกไปลงสนาม ก็ต้องย้อนกลับไปไกลถึงในช่วงวัยเด็ก ซึ่งเขาลงแข่งและได้รางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ รุ่นจูเนียร์ โดยตอนนั้นเขาอายุยังไม่เต็ม 15 ปีดี …คาวบอยหนุ่มเล่า พร้อมรอยยิ้มภูมิใจ

ลุคเนี้ยบ ๆ กับคุณพ่อ คุณแม่ พี่ชาย และพี่สาว
ก่อนจะลงจากหลังอานม้า “ทีมวิถีชีวิต” ถาม “ปาร์ค-เมธัส” คาวบอยหนุ่ม Gen Z ว่าส่วนตัวของเขาแล้วเขาคิดว่าอะไรคือเสน่ห์ของวิถีแบบคาวบอย โดยเขานิ่งคิดสักครู่ ก่อนตอบว่า “มุมมองของผม มองว่าวิถีคาวบอยน่าจะเป็นการที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับม้า ได้ใช้ชีวิตกลางแจ้ง ซึ่งคนภายนอกอาจมองว่า คนเป็นคาวบอยได้ก็แค่แต่งตัว หรือแต่งเป็นแฟชั่น แต่จริง ๆ ยังมีเรื่องของวิธีคิดและวิธีการใช้ชีวิตผสานอยู่ด้วย เพราะคาวบอยเองก็มีปรัชญาที่เป็นสากลทั่วโลก นั่นคือ ต้องรู้จักให้เกียรติ ต้องเคารพคนอื่น รวมถึงคนที่ยึดถือวิถีคาวบอยจะต้องเป็นคนมุ่งมั่น อดทน ทุ่มเทพยายาม…จนกว่าจะไปถึงจุดหมาย”.
กับ “คุณแม่” อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญ /กับ “คุณพ่อ” ไอดอลต้นแบบ
‘ทุกฝันมีลำดับขั้น’ คมคิดจากไอดอล
“วันนั้น เขาเดินมาบอกว่าอยากใช้ชีวิตเหมือนผม ผมก็มานั่งนึก ตัวเราเองก็เคยผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาเหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจรับข้อตกลงว่าไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน อยากเรียนขี่ม้าก็ไป แต่ก็ถามว่าแน่ใจแล้วนะ พอเขาพยักหน้า ก็ตามนั้น” เป็นคำตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่ “ดุ๊ค-สุรพงษ์” คุณพ่อของ ปาร์ค-เมธัส เล่าถึงการตัดสินใจของลูกชายลูกคนสุดท้องในครั้งนั้น โดยปาร์ค คาวบอยหนุ่ม ก็บอกเอาไว้ว่าตัวเขามีคุณพ่อเป็นไอดอล ทั้งนี้ คุณพ่อของคาวบอยหนุ่มเผยความรู้สึกหลังลูกชายตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองว่า ส่วนตัวรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ลูกชายค้นหาชีวิตกับความฝันตัวเองเจอได้ไวกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม แม้คุณพ่อจะตกลง แต่คุณแม่ก็โยนคำถามกลับไปที่ลูกชายคนนี้ว่า จะเรียนขี่ม้าไม่ว่า แต่เอามาทำเป็นอาชีพได้มั้ย? ถ้าไม่ได้ก็ต้องหาอาชีพทำด้วย จึงเป็นที่มาของการดึงลูกชายคนนี้เข้ามาทำงานกับที่บ้าน ทั้งนี้ ในส่วนของคุณพ่อของคาวบอยหนุ่ม ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “ส่วนตัวไม่เคยห้ามฝันของลูก ๆ เพราะพ่อแม่ก็มีความฝันเช่นกัน แต่ความฝันมันต้องมีลำดับขั้นตอน เพราะจากประสบการณ์ที่เจอมาโคตรเหนื่อยเลยกับคำว่าฝันให้ไกลไปให้ถึง (หัวเราะ) ก็เลยสอนเขาว่า ให้ฝันใกล้ ๆ แล้วค่อย ๆ ไปทีละสเต็ป เพราะแม้จะเจ็บ ก็เจ็บไม่มาก ที่สำคัญคืออย่าทิ้งฝันก็พอ”.
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน









