เกี่ยวกับ “สูตรฮีลใจ–ฮาวทูประคองชีวิต” วันนี้ เริ่มต้นจากทาง “หมอแน็ต” หรือ “ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์” โฆษกประจำกระทรวงสาธารณสุข โฆษกกรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพจิต ที่บอกว่า จากสถานการณ์วิกฤติขณะนี้ ทำให้เกิดผลกระทบหลายด้านกับชีวิตของคนไทย จนหลายคนรู้สึก “ไม่สุขกายสบายใจ” อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่เป็น “บททดสอบสุขภาพจิตครั้งสำคัญ”

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์
“วิกฤตินี้ได้กลายเป็นบททดสอบจิตใจของผู้คนทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแค่คนไทยเท่านั้น ซึ่งเกิดสถานการณ์คล้าย ๆ กับในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ซึ่งวิกฤคิครั้งนี้ ส่งผลสร้างความเครียดและความวิตกกังวลในวงกว้างไปยังทุกที่ จนกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพสำคัญของผู้คนในเวลานี้” หมอแน็ต ระบุเรื่องนี้ พร้อมกับจำแนก “กลุ่มเสี่ยง” ซึ่งเป็น ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากวิกฤติที่เกิดขึ้นเวลานี้ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ หนึ่ง กลุ่มแรงงานและคนไทยในพื้นที่ขัดแย้งโดยตรง กลุ่มนี้จะประสบภาวะตื่นตระหนกอย่างรุนแรง จากความกลัวต่อความไม่ปลอดภัยในชีวิต และความเครียดสะสมจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน สอง กลุ่มครอบครัวและญาติในประเทศไทย ที่สามารถเกิดภาวะวิตกกังวลอย่างรุนแรงขึ้นได้ง่าย จากการติดตามข่าวสารและรอคอยการติดต่อจากคนรักที่เป็นคนในกลุ่มแรกข้างต้น โดยอาการหรือภาวะที่จะพบได้บ่อย ๆ คือความผิดปกติในการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน และสุดท้าย สาม กลุ่มประชาชนทั่วไป ที่จะเกิดภาวะเครียดจากการรับข่าวสาร โดยเฉพาะเมื่อมีการแชร์ภาพ หรือวิดีโอเหตุการณ์รุนแรงซ้ำ ๆ
“ผลกระทบไม่ได้มีเพียงทางตรงเท่านั้น ในปัจจุบันพบว่าสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นกระจายวงกว้างออกไป จนทำให้เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ขณะที่ปัญหาราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ก็ส่งผลทางอ้อมอย่างรุนแรงต่อสุขภาพจิตของผู้คนด้วย เพราะประชาชนจะเกิดความกลัวต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เช่น กลัวเงินเก็บไม่พอใช้ หรือกลัวการตกงาน ซึ่งความเครียดประเภทนี้ จะสะสมตัวอยู่ลึก ๆ และส่งผลต่อสมาธิในการทำงาน ที่สำคัญเมื่อรายจ่ายสูงขึ้น ยังนำไปสู่การขัดแย้งในครอบครัว กลายเป็นความเสี่ยงจะเกิดการใช้ความรุนแรงในครอบครัวได้อีกด้วย ส่วนปัญหาเรื่องเรื่องการบริหารจัดการเงิน กรณีนี้ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดสาเหตุหลักของภาวะซึมเศร้าได้” เป็นความเสี่ยงที่หมอแน็ตฉายภาพไว้
ส่วน “ภาพผู้คนต่อคิว–แย่งกัน” เพื่อเติมน้ำมันและซื้อข้าวของกักตุนที่ปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลานี้นั้น หมอแน็ต ได้กล่าวเกี่ยวกับกรณีนี้ว่า “Panic Buying” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์นี้ที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อมีข่าววิกฤติการณ์ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของจิตวิทยามวลชนที่เข้าใจได้ โดยคุณหมอคนเดิมขยายความเรื่องนี้ว่า เมื่อเกิดวิกฤติ สมองส่วนที่ควบคุมสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจะทำงานหนักขึ้น จนทำให้เราจะรู้สึกสูญเสียการควบคุม
“เพราะสงครามหรือวิกฤติเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ ดังนั้นการได้ออกไปซื้อของมาเก็บไว้ในบ้าน ช่วยให้เรารู้สึกว่า อย่างน้อยฉันก็ยังควบคุมชีวิตตัวเองได้อยู่บ้าง และยิ่งเราได้เห็นภาพคนรุมซื้อของในสื่อต่าง ๆ หรือภาพชั้นวางสินค้าว่างเปล่าในโซเชียลมีเดีย สมองเราจะสั่งการว่า ถ้าไม่รีบไปซื้อตอนนี้ เราลำบากแน่ แม้จริง ๆ สินค้าอาจยังมีพอเพียงก็ตาม” คุณหมอคนเดิมอธิบายถึงภาวะที่เกิดขึ้น ซึ่งก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากสมองสั่งการร่วมด้วย พร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมว่า ยิ่งเมื่อสื่อนำเสนอมากขึ้น เราก็ยิ่งเห็นภาพผู้คนแห่กักตุนของ ภาพที่เห็นนี้ก็ยิ่งกระตุ้นให้คนที่ยังไม่เครียด ก็ชักจะเริ่มเครียดและเกิดความหวาดกลัวตามไปด้วย ดังนั้นทำให้บางครั้งจึงเกิดภาพการกระทบกระทั่งกันในจุดจำหน่ายสินค้า ซึ่งคนที่กระทบหนักที่สุดคือ กลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถแย่งซื้อของได้ทัน และ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง หลายคนก็จะเกิดเป็น “ความเครียดชุดใหม่” จากการที่ซื้อของมาเกินความจำเป็นทำให้เสียเงินก้อนใหญ่ หรือของเน่าเสีย
สำหรับ “วิธีป้องกันใจ” ไภายใต้สถานการณ์วิกฤติขณะนี้ หมอแน็ต ได้กล่าวว่า จริง ๆ แล้วอยากจะอยากให้ทุกคนตระหนัก แต่ไม่ตระหนก โดยมีวิธีง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ คือ เริ่มจากมีสติ ก่อนที่จะทำอะไร เช่น คิดก่อนหยิบสินค้าใส่รถเข็น โดยให้ถามตัวเองชัด ๆ ว่า ซื้อเพราะจำเป็นต้องใช้จริง ๆ หรือซื้อเพราะเห็นคนอื่นซื้อ, สำรวจของที่มีในบ้านทุกครั้ง ก่อนจะออกไปซื้อว่ามีเพียงพออยู่แล้วหรือไม่, หลีกเลี่ยงดูภาพคนแย่งกันซื้อของซ้ำ ๆ เพราะจะไปกระตุ้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอด จนทำให้ขาดเหตุผลและการตรึกตรอง สุดท้าย หมั่นติดตามข่าวสารจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่ออัปเดทบ้างเป็นระยะ ๆ แต่ไม่ต้องตลอดเวลา และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ในส่วนของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขนั้น มีมาตรการในการดูแล ทั้งมิติกายและมิติใจ โดยประชาชนที่อยู่ในไทยสามารถใช้บริการ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่เปิดให้บริการฟรี 24 ชั่วโมง และสามารถหาความรู้ด้านสุขภาพจิตและการดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ที่ www.สุขภาพจิต.com ส่วนคนไทยที่อยู่ต่างประเทศได้เปิดช่องทางพิเศษเพื่อลดความเครียดและความกังวล ซึ่งติดต่อได้โดยเพิ่มเพื่อนทางไลน์ที่ Line ID: @1323middle.east ที่เป็นช่องทางสำหรับคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง
“เพราะสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ สติและการดูแลใจคืออาวุธที่สำคัญที่สุดครับ ความพะวงใจที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของทุกท่านเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เมื่อเวลาผ่านไปและสถานการณ์นี้สิ้นสุดลง เราทุกคนจะค่อย ๆ กลับมาใช้ชีวิตปกติได้ตามเดิม และเพื่อให้ก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง ขอแนะนำให้ท่านติดตามข่าวสารอย่างพอเหมาะจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และมีแผนสำรองสำหรับความปลอดภัย รวมถึงพยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติเท่าที่พอจะทำได้ เพราะการดูแลสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นรากฐานที่จะทำให้เราผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน” หมอแน็ต ส่งความห่วงใยและกำลังใจให้ทุกคนผ่านวิกฤตินี้ไปได้

จิตรลดา นพรัตน์ศิริกุล
นอกจากคำแนะนำกับแนวทางของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแล้ว ลองมาฟัง “เสียงสะท้อนคนทั่วไป” ที่คิดอ่านกับสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้นรอบตัวในเวลานี้กันดูบ้าง โดย “ครูปลา” หรือ “จิตรลดา นพรัตน์ศิริกุล” คุณครูชำนาญการโรงเรียนบ้านดอนกกโพธิ์ค่ายเสรีวิทยา อ.เรณูนคร จ.นครพนม ซึ่เล่าให้ฟังว่า ในฐานะครูคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับวิกฤติที่เกิดขึ้นเช่นกัน ส่วนตัวแล้ว ห่วงเด็ก เพราะไม่อยากให้เด็กเสียโอกาสทางการเรียน กับ ห่วงผู้ปกครองเด็ก เพราะรู้ว่าทุกคนลำบาก…
“สิ่งที่ห่วงไม่ใช่เรื่องค่าน้ำมันตัวเอง แต่เป็นการขาดเรียนของเด็ก เพราะพอน้ำมันขาดแคลน การเดินทางมาโรงเรียนก็จะมีความยากลำบากมากขึ้น จึงพยายามช่วยเด็ก โดยลดภาระการเดินทางให้เด็ก เช่น ถ้าเป็นระดับอนุบาล ก็จะให้ใบงาน เพื่อให้เด็กเรียนที่บ้านได้เอง พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะได้ประหยัดค่าน้ำมัน เพราะบางคนค่อนข้างมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจมาก ซึ่งตอนนี้ปกติก็อาศัยซื้อน้ำมันที่มีขายในชุมชน แต่พอข้างนอกขาดแคลนน้ำมัน คนในชุมชนก็ไม่สามารถซื้อน้ำมันมาแบ่งใส่ขวดขายได้ เพราะทุกปั๊มไหนซื้อได้แค่คนละ 500บาท” เป็นสถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งครูปลาใช้ชีวิตอยู่ โดยครูปลาเล่าให้ฟังอีกว่า ตั้งแต่เกิดสงคราม และมีวิกฤติน้ำมันตามมา เห็นชัดเจนเลยว่า จำนวนเด็กที่ไม่มาโรงเรียนเยอะขึ้น เพราะผู้ปกครองไม่สามารถขับรถมาส่งเด็กได้ ตัวเองในฐานะครูก็เลยหมั่นสอบถามไปที่ผู้ปกครองของเด็ก ๆ ว่า เป็นยังไงบ้าง ช่วยอะไรได้ไหม เพราะไม่อยากให้เด็กขาดเรียน ซึ่งถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ให้เรียนอยู่ที่บ้าน ครูจะให้เป็นใบงาน หรือฝากการบ้านกับเด็กที่มาโรงเรียนไปให้แทน เป็นหัวใจที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยลูกศิษย์ของคุณครูท่านนี้
“ตัวครูเองก็วิกฤตินะ (หัวเราะ) เพราะเราต้องเดินทางไปกลับบ้านกับโรงเรียนเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่า 70 กม.ทุกวัน ซึ่งไกลมาก และทุกครั้งที่ต้องเติมน้ำมัน เราก็ต้องไปต่อแถวนานกว่าจะได้เติม ทำให้ทุก ๆ เช้าเวลานี้ต้องมาโรงเรียนสาย” เป็นสถานการณ์วิกฤติที่ครูปลาเองก็เผชิญอยู่เช่นเดียวกันกับผู้ปกครองของลูกศิษย์ โดยคุณครูคนเดิมบอกว่า ถามว่าเดือดร้อนไหม เดือดร้อนแน่นอน แต่ต้องพยายามทำใจ และต้องดิ้นรนาวิธีการที่จะพาตัวเองมาโรงเรียนให้ได้ ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนเวลานี้ คือ น้ำมันราคาแพงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีอื่นมาชดเชยเอา ซึ่งวิกฤติครั้งนี้ นอกจากสอนให้ปรับตัวแล้ว ยังฝึกให้ต้องรู้วิธีปรับจิตใจไม่ให้ท้อด้วย เพราะมีปัจจัยมากมายที่บั่นทอนพลังใจ
“ตอนนี้ก็พยายามทำใจให้สบาย ๆ ให้ได้ จะมากบ้าง น้อยบ้างก็ต้องพยายามทำใจ เพราะไม่มีอะไรเลยที่เราควบคุมได้ ไม่ว่าจะน้ำมันขาด น้ำมันแพง ของขึ้นราคา เพราะอยู่เหนือการควบคุมของเราทั้งหมด จึงมีแค่ใจของเราเองที่ตัวเราจะควบคุมได้มากที่สุด” เป็น “วิธีคิดน่าสนใจในเวลาวิกฤติ” ของ ครูปลา แห่งโรงเรียนบ้านดอนกกโพธิ์ค่ายเสรีวิทยา อ.เรณูนคร จ.นครพนม คนนี้ ที่หลาย ๆ คนก็น่าจะนำไป “ปรับใช้สู้ความทุกข์” ได้…
นี่เป็น “สูตรฮีลใจ-ฮาวทูประคองจิต” ที่น่าใช้ในสถานการณ์ชีวิตตอนนี้ที่รอบตัวมีแต่ “สิ่งที่ชวนให้ท้อ” ซึ่งไม่ว่าจะวิกฤตินี้จะยืดเยื้อหรือจะจบลงเร็ววันหรือไม่นั้น ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็จะต้องก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างแน่นอน โดยแนวทางการประคับประคองจิตใจผ่านคำแนะนำและวิธีคิดตัวอย่างข้างต้นนี้สามารถใช้เป็นแนวทางเยียวยาจิตใจได้ เพราะการฮีลใจ ไม่ใช่การหลอกตัวเองว่าทุกอย่างปกติดี แต่คือ การยอมรับว่าโลกผิดปกติ เพื่อหา วิธีทำให้อยู่กับความผิดปกติ โดยที่…ไม่ให้ชีวิตเราพังตามไปด้วย.

นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์
มีคำแนะนำ ‘วิธีรับมือภาวะใจดิ่ง’
“พฤติกรรมไถฟีดดูข่าวร้ายแบบไม่พักแบบต่อเนื่อง โดยห้ามตัวเองไม่ได้นี้เป็นภาวะที่เรียกว่า Doomscrolling” เป็นคำอธิบายจากทาง นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ เจ้าของเพจ “หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า” ได้เคยออกมาย้ำเตือนไว้ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของคุณหมอในช่วง “อุทกภัยใหญ่ภาคใต้” เพื่อให้ข้อมูลประชาชนในช่วงวิกฤติดังกล่าว ซึ่งการติดตามข่าวเครียด ๆ และการเผชิญเรื่องเครียด ๆ ต่อเนื่อง โดยไม่หยุดพักนั้น ผลลัพธ์ที่จะเกิดคือ… ยิ่งรู้สึกเหนื่อย รู้สึกเครียด และอาจทำให้จิตใจวิตกกังวลตลอดเวลา จนส่งผลให้ “อารมณ์ความรู้สึกดิ่งลงไปเรื่อย ๆ” ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งทำให้สุขภาพจิตแย่ จนอาจจะไปกระทบต่อสุขภาพร่างกายได้ จึง “ต้องสังเกตสัญญาณเตือน” เพื่อ “รีบยับยั้ง” ภาวะนี้
ส่วน “ควรต้องทำเช่นไร?” ถ้าเกิดภาวะนี้ กรณีนี้ นพ.ฒัชชณพงศ์ แนะนำว่า… เมื่อรู้ตัวก็ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยวิธีต่าง ๆ คือ… 1.จำกัดเวลาเสพข่าว 2.เลือกแหล่งข่าวที่สรุปให้จบ 3.หาเวลาทำอย่างอื่นที่ช่วยฟื้นใจ 4.ใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารัก เพราะการพูดคุย ใช้เวลาด้วยกัน นี่เป็นวิธีรับมือเมื่อรู้ตัวว่า…กำลังมีภาวะใจดิ่ง!!.
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน



