เชื่อว่าแฟน ๆ เดลินิวส์หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับกูรูคนนี้ เพราะออกมาให้คำแนะนำกับประชาชนและสังคมไทยอยู่เป็นระยะ ๆ… โดยได้ให้ความรู้ผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ผ่านคอลัมน์ต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ อย่างไรก็ดี ในวันนี้เราไม่ได้มาคุยถึงแง่มุมวิชาการ แต่จะมาสนทนาเกี่ยวกับ “แง่มุมชีวิต” ของกูรูคนนี้ เพื่อทำความรู้จักตัวตนของเขาคนนี้ให้มากขึ้น กับ “ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล” คนนี้…

ปัจจุบันนอกจาก “ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล” จะมีตำแหน่งเป็น รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แล้ว เขาก็ยังสวมหมวกอีกหลายใบ โดยเป็นทั้งที่ปรึกษาทางธุรกิจ วิทยากรด้านการเงิน รวมไปถึงบทบาทใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานอย่างการจับธุรกิจพิลาทิส ซึ่งเขาระบุว่าช่วยแก้วิกฤติชีวิตของเขา ส่วนเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไรก็ต้องลองมาติดตามดูกัน… โดยทางอาจารย์ภูษิตเริ่มจากเล่าเรื่องราวชีวิตให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า คุณพ่อคุณแม่เขาพื้นเพอยู่ที่ จ.ขอนแก่น แต่ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยมีลูก ๆ 3 คน ซึ่งอาจารย์เป็นลูกคนโต และมีน้องสาวอีก 2 คน

ตอนเด็ก ๆ จำได้ว่าคุณพ่อทำธุรกิจโรงงาน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ธุรกิจสินค้าเกษตรของคุณแม่กลับเติบโตสวนทาง โดยคุณแม่เป็นคนนำเข้าพริก หอม และกระเทียม เข้ามาขายในไทย” อาจารย์ภูษิตบอกเรื่องนี้

ก่อนจะเล่าว่า เขาเรียนที่โรงเรียนสาธิตฯ ปทุมวัน ตั้งแต่ชั้น ม.1 จนถึง ม.5 และตัดสินใจลาออกไปสอบเทียบวุฒิ ม.6 เพื่อสมัครสอบเอนทรานซ์ ซึ่งเขาสอบติดได้คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีเซรามิก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสาเหตุที่ตัดสินใจไม่เรียนต่อ ม.6 แต่เลือกสอบเทียบวุฒิไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลยนั้น อาจารย์บอกว่า เพราะช่วง ม.5 มีปัญหากับครูประจำชั้นเรื่องเวรทำความสะอาด โดยตอนนั้นอาจารย์โต้เถียงกับคุณครูเรื่องการทิ้งขยะ ซึ่งทำให้ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน

บทบาทวิทยากรให้ความรู้

เอาจริง ๆ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเซรามิกคืออะไร? (หัวเราะ)แค่คิดว่าสาขานี้เราน่าจะเรียนได้ ไม่น่ายาก ตอนนั้นคิดแบบนี้แค่นั้นเลยครับ” อาจารย์ภูษิตกล่าว

แล้วอะไรที่ทำให้พลิกผันจากสาขาเซรามิกก้าวสู่การเป็นเด็กเรียนด้านการตลาด เรื่องนี้อาจารย์ภูษิตเล่าว่า จุดพลิกผันเกิดขึ้นช่วงเรียนปี 4 เมื่อเขาตัดสินใจเรียนวิชาเลือกด้านการตลาด และพบว่าคือสิ่งที่เขาต้องการมาตลอด ไม่ใช่สิ่งที่เรียนมาเกือบ 4 ปี ซึ่งหลังจบปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีเซรามิก เขาได้ไปทำงานตรงตามสาขาที่เรียนจบมา โดยทำงานที่โรงงานเซรามิก จ.สระบุรี แต่ทำได้ไม่ถึงปีก็เกิดอุบัติเหตุถูกไฟลวกแขน!! ซึ่งด้วยความที่คุณแม่เป็นห่วงลูกชาย คุณแม่จึงขอร้องให้ลาออก พร้อมยื่นข้อเสนอให้เขาเลือกระหว่างกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน หรือไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งเขาเลือกอย่างหลัง

พอลาออกจากโรงงานเซรามิกตามคำขอคุณแม่ ผมก็ไปเรียนต่อ MBA ที่ University of Indianapolis สหรัฐอเมริกา พร้อมกับตั้งปณิธานกับตัวเองว่า ถ้าเรียนไม่จบ ผมไม่กลับบ้าน (หัวเราะ) แม้จะเริ่มต้นด้วยภาษาอังกฤษที่อ่อนแอ แต่ที่สุดก็คว้าปริญญาโทมาได้ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.90 อาจารย์เล่าถึงช่วงเวลานี้ให้ฟัง

หลังคว้าปริญญาโทได้ตามที่ตั้งใจไว้แล้ว อาจารย์บอกว่าก็ตั้งใจจะเรียนระดับปริญญาเอกต่อเลย แต่คุณยายของเขามาเสียชีวิตเสียก่อน เขาจึงต้องบินกลับมาเมืองไทย โดยเมื่อเสร็จภารกิจงานศพคุณยายก็ไม่ได้กลับไปเรียนต่อ แต่ไปสมัครทำงานที่บริษัทนำเข้าส่งออก ซึ่งอยู่ในเครือบริษัท SCG โดยทำได้ระยะหนึ่ง คุณแม่ก็ไม่สบายหนัก จึงขอให้เขาลาออกมาช่วยธุรกิจสินค้าเกษตรของที่บ้าน จึงเป็นจุดเริ่มต้นจากหนุ่มออฟฟิศมาเป็นพ่อค้าขายพริก หอม และกระเทียม ในเวลาต่อมา จนต่อมาคุณแม่เสียชีวิต เขาก็เลยต้องสานต่อดูแลธุรกิจคุณแม่อย่างเต็มตัว โดยทำอยู่ 2 ปี แม้ธุรกิจจะไปได้ดี แต่เขากลับคิดว่างานนี้ไม่น่าจะใช่ทาง ซึ่งพอดีที่ช่วงนั้นเริ่มมีคนจีนเข้ามาค้าขายแข่งมากขึ้น ก็เลยตัดสินใจเลิกทำธุรกิจ และไปเรียนต่อปริญญาเอกด้านการตลาดตามที่เคยตั้งใจไว้ โดยเรียนที่ Nova Southeastern University รัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้ระหว่างที่เรียนจะขัดแย้งกับอาจารย์ที่ปรึกษา จนทำให้เกือบเรียนไม่จบ แต่ด้วยความมุ่งมั่น ที่สุดก็ทำวิทยานิพนธ์จนเรียนจบได้ปริญญาเอก และมี “คำนำหน้าชื่อ” ว่า “ดอกเตอร์” ในที่สุด ก่อนที่ชีวิตบทใหม่จะเริ่มต้นขึ้น ในฐานะ “อาจารย์” และ “กูรูธุรกิจ”

สำหรับ “จุดเริ่มต้น” ในการก้าวสู่เส้นทางเป็น “อาจารย์” นั้น เขาเล่าว่า หลังจากเรียนจบปริญญาเอก เขาก็กลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวและลงทุนทำธุรกิจห้องเย็นกับคุณลุงอยู่ระยะหนึ่ง จนมีเพื่อนที่เรียนปริญญาเอกมาสอนที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็เลยมาชวนเขาให้ไปเป็นอาจารย์พิเศษด้วย ซึ่งพอได้ลองสอนหนังสือเด็ก ๆ ที่สุดก็ค้นพบว่า นี่เป็นความสุขที่หามานาน จึงตัดสินใจลาออกจากธุรกิจห้องเย็นเพื่อมาเป็นอาจารย์ประจำ โดยถึงแม้รายได้จะลดลงจากหลักแสนเหลือเพียงเดือนละ 20,000 กว่าบาท แต่เขาก็เต็มใจ ซึ่งจากวันที่ได้เป็นอาจารย์พิเศษ จนเลือกหันหลังให้ธุรกิจมารับบทบาทเป็นอาจารย์ประจำ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็สอนมากว่า 21 ปีแล้ว และจุดนี้ก็ต่อยอดชีวิตให้ไปเป็น “ที่ปรึกษาธุรกิจ” มือฉมังอีกคนหนึ่งของเมืองไทย

หลังเป็นอาจารย์พักหนึ่ง ก็มีบริษัทหนึ่งมาเชิญให้ไปช่วยสอนด้านไฟแนนซ์ หรือบัญชีการเงิน ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้จบมาด้านนี้โดยตรง แต่คนที่เชิญเขามองว่าผมสอนได้ ซึ่งเราเองก็พอมีประสบการณ์ มีความรู้อยู่บ้าง เพราะตอนทำธุรกิจห้องเย็นผมเป็นคนทำบัญชีการเงินเอง ก็เลยตัดสินใจไปสอนให้ โดยสอนไปสอนมาปรากฏกลายเป็นที่นิยม มีคนรู้จักเพิ่มมากขึ้น จนมีอีกหลาย ๆ บริษัทเชิญให้ไปช่วยสอนบ้าง และก็เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ผมเลือกไปเรียนปริญญาโทด้านบัญชี ภาษี การเงิน ที่ธรรมศาสตร์เพิ่มอีกใบ เพื่อเสริมความรู้ให้แน่นขึ้น ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นวิทยากรด้านการเงินมาตลอด” อาจารย์ภูษิตเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งนี้ พร้อมกับเล่าต่ออีกว่า หลังทำงานเป็นวิทยากรด้านการเงินให้บริษัทต่าง ๆ มาระยะหนึ่ง ก็ได้รับเชิญจากทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ไปช่วยเป็นอาจารย์สอน “หลักสูตรเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหุ้น” ให้ผู้ประกอบการ ซึ่งทำให้ภาพการเป็น “ที่ปรึกษาธุรกิจ” ยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น

“ทีมวิถีชีวิต” สอบถามกับอาจารย์ว่า ทำหลายหน้าที่หลายบทบาทไม่เหนื่อยหรือ? ซึ่งพอเขาได้ยินคำถามนี้ ก็ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม และตอบคำถามของเรากลับมาว่า “ไม่เหนื่อยเลย สนุกมากกว่า เพราะเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข” ส่วนถ้าหากถามว่าชอบบทบาทไหนที่สุด? ก็คงต้องตอบว่า “ชอบทุกบทบาท และเต็มที่กับงานทุกอย่างที่ได้ทำ” เพราะทุก ๆ บทบาทที่ทำตอนนี้ ถ้าหากถอดชุดความเป็นครูอาจารย์ ความเป็นที่ปรึกษาธุรกิจออกไปแล้ว ก็จะเหลือเพียงบทบาทเดียว นั่นก็คือการเป็น “ผู้ให้ความรู้” ทำให้ทุกครั้งที่ได้ให้ข้อมูล ให้คำแนะนำคน จึงรู้สึกดีทุกครั้ง ซึ่งก็รวมถึงบทบาทใหม่ในฐานะเป็น “ผู้บริหารธุรกิจพิลาทิส” ที่เป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพที่กำลังอินเทรนด์มาก ๆ ในตอนนี้

กับ “นิ้วกลม” นักเขียนชื่อดัง

ชอบทุกบทบาท เพราะมีจุดร่วมเดียวกันคือการเป็นผู้ให้ ได้แก่ ให้ความรู้ ให้โอกาส ให้สุขภาพที่ดี แต่ถ้าต้องเลือก อาจต้องเลือกสอนหนังสือ เพราะมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ เรียกว่าวันไหนไม่ได้สอนจะหงอยเป็นพิเศษ (หัวเราะ) ยิ่งมีลูกศิษย์ที่เรียนจบ กลับมาขอคำปรึกษา ยิ่งดีใจ ยิ่งภูมิใจที่ได้ช่วยให้เขาเติบโต” อาจารย์ภูษิตระบุ

ทีมวิถีชีวิต” ได้ถามต่อถึง “เป้าหมายชีวิตต่อไป” โดยทาง ผศ.ดร.ภูษิต บอกว่า ที่คิดไว้คือ อยากจะเบางานของตัวเองลงไปอีกสักนิด เพราะอยากหันกลับมาดูแลรักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจของตัวเองมากขึ้น รวมไปถึงอยากเพิ่มสัดส่วนให้เวลากับการทำงานเพื่อสังคมเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะการให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ… “อย่างตอนนี้ก็มีลูกศิษย์โทรศัพท์มาปรึกษาเราอยู่เรื่อย ๆ ว่าถ้าเป็นแบบนั้นทำยังไงดี ถ้าเป็นแบบนี้จะแก้ไขยังไง ซึ่งก็จะตอบหมด ยังให้คำแนะนำลูกศิษย์เหมือนเดิม ถึงแม้เขาจะเรียนจบไปแล้วก็ตาม เพราะการสอนหนังสือและให้ความรู้เป็นสิ่งที่รัก…เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข”.

สู่โลกพิลาทิส’ เพื่อ ‘สร้างครู’

เป็นอาจารย์และกูรูธุรกิจ แล้วก็มาเป็นผู้บริหารธุรกิจพิลาทิสด้วย ทำให้เราสงสัย จึงสอบถามเรื่องนี้กับ ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล โดยเมื่อได้ฟังคำถาม เขาก็ยิ้ม ก่อนจะเล่าว่า เริ่มสนใจพิลาทิสก็ช่วงโควิด-19 ระบาด ซึ่งเวลานั้นเขาต้องสอนออนไลน์ ทำให้กลายเป็น โรคออฟฟิศซินโดรม จนต้องไปหาหมอเพื่อรักษาแทบทุกทาง ตั้งแต่ฝั่งเข็ม ครอบแก้ว เล่นโยคะ จนต่อมามีเพื่อนชวนไปเรียน พิลาทิส (Pilates) ซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในคนไทย ก็ลองไปเรียนดู ปรากฏเรียนแค่วันแรกอาการปวดที่เคยมีดีขึ้นมาก จึงไปเรียนต่อเรื่อย ๆ และต่อมาก็สนใจในธุรกิจนี้ จนอยากทำธุรกิจนี้ให้เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากขึ้น เพราะช่วยให้คนไทยสุขภาพดี แถมสร้างอาชีพใหม่ให้คนไทยได้อีกทางด้วย… “จำได้ว่าตอนนั้นเดินไปขอซื้อธุรกิจดื้อ ๆ จากเจ้าของตรง ๆ เลย (หัวเราะ) ซึ่งตอนแรกเขาไม่ให้ แต่สุดท้ายก็ยอมขายหุ้นให้นิดหน่อย ก็ดีใจมาก เพราะเรื่องหุ้นเยอะไม่เยอะไม่สนอยู่แล้ว แค่อยากทำธุรกิจนี้ให้คนไทยรู้จัก ซึ่งปัจจุบันขยายสาขาไปกว่า 20แห่งแล้ว แต่จุดหมายจริง ๆ ไม่ใช่จำนวนสาขา แต่คือการสร้างครูพิลาทิสคนไทยที่มีมาตรฐานมากกว่า จึงตั้งเป็นอะคาเดมีขึ้นเพื่อผลิตครูพิลาทิสคนไทยที่ได้ตามมาตรฐานระดับโลก จนต่างประเทศยังตกใจว่าไทยไปได้ไวและทำได้ถึงมาก”.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน