กรณีข้างต้นนี้ทางครูที่มีพฤติกรรมดังกล่าวถูกสั่งพักงานทันทีเพราะมีหลักฐานชัดเจน อย่างไรก็ตาม กับกรณีแบบนี้ก็ชวนให้คิดถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็กในสถานศึกษา”ในภาพรวม ที่ในประเทศไทย “ยังมีอยู่เรื่อย ๆ” และก็นำสู่การ…

มีปุจฉาว่าสังคมไทยเกิดอะไรขึ้น?”

และปุจฉาเรื่อง “มาตรฐานดูแลเด็ก?”

. ว่า “ยังใช้ได้ดีมีมาตรฐานหรือไม่??”

ทั้งนี้ “ปุจฉาเซ็งแซ่” กรณีนี้เกิดขึ้นในไทยต่อเนื่อง จากการที่ในไทย “มีความรุนแรงในโรงเรียนเกิดขึ้นต่อเนื่อง!!” รวมถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่เพิ่งเปิดเทอมใหม่ได้ไม่ถึงเดือนดี ที่ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่มีคำถามจากผู้คนในสังคมไทยถึง “ความรุนแรงในรั้วโรงเรียน” ซึ่งเป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้คนในสังคมไทย ให้ความสนใจติดตามเรื่องราว โดยที่หลายคนก็มีคำถามเกี่ยวกับ “มาตรฐานการดูแลเด็กนักเรียน” ในโรงเรียน ว่า… “ยังใช้ได้ดีอยู่หรือไม่?-ยังมีมาตรฐานดีอยู่หรือไม่?” และจากกระแสปุจฉาจากเรื่องนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็ขอพลิกแฟ้มชวนมาย้อนดูเกี่ยวกับ“มุมวิเคราะห์ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน”

ที่มี “แง่มุมที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญ”

ที่ “ฉายภาพวงจรปัญหานี้” ไว้น่าสนใจ

เกี่ยวกับปัญหานี้ อ.ชลาลัย แต้ศิลปสาธิต สาขาจิตวิทยาคลินิก คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เคยสะท้อนผ่านทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ ในช่วงที่เกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียนต่อเนื่องติดต่อกันอยู่ช่วงหนึ่ง โดยสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นเอาไว้ โดยสังเขปมีว่า… นับวันในโรงเรียนจะเริ่มมีการพบการใช้ความรุนแรงในหลากหลายระดับเพิ่มขึ้น โดยมีตั้งแต่ความรุนแรงในระดับเล็กน้อย ไปจนถึงระดับรุนแรงมาก จนถึงขั้นลงมือทำร้ายทางร่างกาย ทำร้ายทางจิตใจ รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศ!!ซึ่งเกิดจากผู้กระทำที่มีทั้งเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือแม้แต่โดยครูอาจารย์…

กรณีในลักษณะนี้มีให้เห็นกันเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม หากพูดถึง รูปแบบความรุนแรงในโรงเรียน ที่มักปรากฏให้เห็นกันบ่อย ๆ ที่พบกรณีบ่อย ๆ ก็คือ กลั่นแกล้งรังแกกัน หรือที่เรียกว่า “บูลลี่” ซึ่งมีทุกรูปแบบ ทั้งทำร้ายร่างกาย และรังแกด้วยวาจาหยาบคาย เช่น การแซว การล้อปมด้อย การใช้คำพูดหรือกิริยาดูถูกเหยียดหยาม ตลอดจนบูลลี่ผ่านทางสื่อโซเชียล ซึ่งเรื่องนี้มีข้อมูลที่น่าตกใจคือ… เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลาย ๆ เหตุการณ์นั้น พบว่า มีแรงจูงใจเกิดจากการมี “พฤติกรรมเลียนแบบ!!”ซึ่ง อ.ชลาลัย ระบุไว้ว่า… คุณครูถือเป็นกลไกที่สำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังมีข้อจำกัดไม่น้อยเช่นกัน

ทางอาจารย์สาขาจิตวิทยาคลินิกยังได้ขยายความปัญหานี้ไว้ว่า… แม้ว่าสังคมไทยจะตระหนักถึงเรื่อง “ความรุนแรงในโรงเรียน” แต่ก็ต้องยอมรับว่า… ถ้าดูตามระบบการทำงานหรือการดำเนินงานของโรงเรียนในไทย จะพบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากให้มีเรื่องเสียหาย จึงเกิด “วัฒนธรรมปิดข่าว” ขึ้น จนกลายเป็นเรื่องปกติ!! ซึ่งหากจะ“แก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง”ก็จะ“ต้องปลูกฝังจิตสำนึกทุกระดับ”เช่น… ระดับเด็ก…ต้องทำให้เด็กเข้าใจว่าการกลั่นแกล้งกันเป็นสิ่งไม่ดี ระดับครอบครัว…ต้องพิจารณาปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ โดยเฉพาะการเลือกสื่อต่าง ๆ ให้ลูกหลาน เพราะจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเด็ก ๆ

ส่วนระดับโรงเรียนนั้น .ชลาลัย มองว่า… โรงเรียนครู จะต้องคอยหมั่นตรวจสอบระบบความปลอดภัยในโรงเรียนให้สม่ำเสมอ และที่สำคัญ…จะ ต้องพูดคุยกับเด็กทุกกลุ่มอยู่บ่อย ๆ เพื่อที่จะได้รู้ว่า…เด็กมีพัฒนาการในเรื่องนี้ไปแค่ไหน? รวมถึง ต้องคอยสอบถามเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในโรงเรียนด้วย ซึ่งเมื่อทางโรงเรียนหรือครูพูดคุยกับเด็กสม่ำเสมอ เด็กจะไม่รู้สึกกลัว จะรู้สึกมีที่พึ่ง ซึ่งถ้าเกิดปัญหาขึ้นก็จะช่วยได้มาก …นี่เป็น “ข้อเสนอ” จากอาจารย์จิตวิทยาคลินิก

ทั้งนี้ กับการลดปัญหาความรุนแรงต่อเด็กนั้น นอกจากในโรงเรียนของเด็กโตแล้ว ในสถานที่เรียนรู้ของเด็กเล็กก็ต้องใส่ใจ โดยที่ บทบาทหน้าที่ของครูผู้ดูแลเด็กเล็กก็น่าพิจารณา ซึ่งครูผู้ดูแลเด็กเล็กเป็นผู้ที่ อยู่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด และมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก มากที่สุด จึงทำให้ครูเด็กเล็กไม่ได้เป็นแค่ครู แต่ต้องเป็นพี่เลี้ยงด้วย จึงจำเป็น “ต้องมีหลักสำคัญ” ซึ่งจะต้องยังไงนั้น? กรณีนี้ก็ลองมาฟัง “เสียงสะท้อนจากครูพี่เลี้ยง”

แหล่งข่าวซึ่งเป็นครูพี่เลี้ยงเด็กเล็กที่ศูนย์เด็กเล็กแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.มหาสารคาม สะท้อนเรื่องนี้กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ว่า…การดูแลเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีนั้น “ครูต้องมีใจรักเด็กเป็นหลักสำคัญ” แม้ว่าหน้าที่รับผิดชอบจะมาก แต่เงินเดือนไม่ได้สูงมาก เพราะ การดูแลเด็กเล็ก-ดูแลเด็กช่วงวัยนี้…แทบไม่มีเวลาพัก เพราะแม้แต่ตอนเด็กนอน ครูก็ไม่ได้พัก เพราะต้องมานั่งพูดคุยและเช็กพัฒนาการเด็กแต่ละคน ทำให้ความเครียดเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ครูพี่เลี้ยงก็“ต้องรู้จักจัดการอารมณ์” ซึ่งถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ใช้วิธีเดินออกห่างจากเด็ก ให้เพื่อนครูคนอื่นเข้าดูแลต่อ เพื่อไปจัดการอารมณ์ตัวเอง …นี่ก็เป็น “หลักจากครู” เพื่อ…

ป้องกันกรณี “ความรุนแรงในโรงเรียน”

ที่ “เกิดกับเด็กมากเด็กเล็กยิ่งน่าห่วง”

ปัญหานี้ “ต้องไม่ปกปิด-ต้องแก้ไข!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์