ในที่สุด…การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของสภาผู้แทนราษฎร ก็ผ่านพ้นวาระแรก ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ตามสไตล์รัฐบาลเสียงข้างมาก ด้วยกรอบวงเงิน 3,780,600 ล้านบาท ตามขั้นตอนเมื่อสภารับหลักการแล้ว จะแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณารายละเอียด การดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายของแต่ละหน่วยงาน โครงการ แผนงาน ของส่วนราชการ เพื่อเสนอที่ประชุมสภาในวาระ 2 และวาระ 3 ในวันที่ 13-15 ส.ค. 68 ก่อนเสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาวันที่ 25-26 ส.ค. 68 

เมื่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ฉบับนี้ เรียบร้อยแล้ว นายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 68-30 ก.ย. 69 ซึ่งตามกรอบปฏิทินงบประมาณฯแล้วได้กำหนดวันขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันที่ 8 ก.ย. 68

งบฯ69 ผ่านรอปรับ ครม.

ที่สำคัญ!! เมื่อกระบวนการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 เสร็จสิ้น นั่นหมายความว่าความปั่นป่วนทางการเมืองจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยน การสลับเก้าอี้รัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง ทั้งหมดก็เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณ คล่องตัวขึ้น สะดวกขึ้น และสร้างประโยชน์ต่อยอดให้กับคะแนนเสียงของตัวเองมากยิ่งขึ้นเช่นกัน!!

โดยระหว่างนี้ก็ต้องมานั่งจับตาดูกันต่อไปว่า ในแต่ละกระทรวง แต่ละหน่วยงานนั้น ในที่สุดแล้ว กมธ.งบประมาณจะแปรญัตติปรับเปลี่ยน ปรับปรุง หรือตัดงบประมาณ จนเหลืองบประมาณกันเท่าใด?

โครงสร้างงบประมาณ

วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 นี้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 27,900 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.7% โดยแยกเป็น 1) รายจ่ายประจำ จำนวน 2,652,301.29 ล้านบาท ลดลง 1% คิดเป็นสัดส่วน 70.2% ของวงเงินงบประมาณรวม  2) รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 123,541.06 ล้านบาท หรือ 3.3% ของวงเงินงบประมาณรวม 3) รายจ่ายลงทุน จำนวน 864,077.21 ล้านบาท ลดลง 7.3% หรือ 22.9% ของวงเงินงบประมาณรวม และ 4) รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% หรือ 4% ของวงเงินงบประมาณรวม 

ในส่วนของรายได้ในปีงบประมาณ 69 นี้ ได้คาดการณ์ว่าจะจัดเก็บรายได้ประเภทต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 3,494,900 ล้านบาท แต่เมื่อหักลดภาระการคืนภาษีต่าง ๆ แล้วจะคงเหลือเป็นรายได้สุทธิจำนวน 2,920,600 ล้านบาท แต่เนื่องจากเมื่อประมาณการรายจ่ายจะสูงกว่ารายได้สุทธิ จำนวน 860,000 ล้านบาท จึงมีการกำหนดจำนวนดังกล่าวให้เป็นเงินกู้ ซึ่งคิดเป็น 22.7% ของประมาณการรายรับ 

กางแผนหารายได้

สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้ คือ แผนการหารายได้ของรัฐบาลในปี 69 จะมาจากไหน? ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังถาโถมอย่างหนัก และจะทำได้ตามแผนหรือไม่ เพราะเมื่อกางแผนหารายได้ของรัฐบาลปี 69 ภาพใหญ่ประกอบจากรายได้จะมาจาก 3 ส่วนหลัก โดยส่วนแรกเป็นรายได้จาก 3 กรมภาษี คือ สรรพากร สรรพสามิต และศุลกากร ที่ถูกตั้งไว้ 3.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 43,000 ล้านบาท จากปี 68 ซึ่งมีสัดส่วนถึง 90% ของรายได้รวม รองลงมา…เป็นรายได้จากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจตั้งไว้ 1.82 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,100 ล้านบาท และสุดท้าย… เป็นรายได้จากส่วนราชการอื่น ๆ  1.64 แสนล้านบาท เช่น รายได้กรมธนารักษ์ รายได้อื่น ๆ จากค่าประมูลสัมปทาน คลื่นความถี่ เป็นต้น

กรมสรรพากรงานหนัก

เมื่อเจาะลึกรายละเอียดถึงแหล่งรายได้ของแต่ละหน่วยงาน ความหวังอันดับหนึ่งอย่าง กรมสรรพากร ปี 69 ถูกตั้งเป้าไว้ 2.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 74,600 ล้านบาท ซึ่งถามว่าตัวเลขนี้มีโอกาสทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่? ต้องบอกว่าเป่าปากลุ้นกันเหนื่อยทีเดียว เพราะโดยธรรมชาติรายได้สรรพากร ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ หากปีไหนเศรษฐกิจดี ก็มีโอกาสเก็บภาษีได้เข้าเป้า เพราะการคิดภาษีจะคิดจากรายได้ประชาชน รายได้บริษัท ห้างร้าน และยอดซื้อขายสินค้า แต่ถ้าปีไหนเศรษฐกิจหดตัว รายได้ภาษีก็มีโอกาสเหี่ยวตาม

เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบรายได้ของสรรพากร รายได้ตัวหลักมาจาก 3 ส่วน ส่วนแรกคือภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต ที่สร้างรายได้เฉลี่ยถึงปีละ 8-9 แสนล้านบาท ถามว่ารัฐมีโอกาสเก็บได้มากขึ้นหรือไม่ ต้องบอกว่ายาก เพราะภาษีตัวนี้ปัจจุบันมีการเก็บต่ำกว่าเพดานที่ 7% แต่หากรัฐใจกล้าขึ้นภาษี 1% จะทำให้รัฐมีรายได้เข้ามา 70,000-80,000 ล้านบาททันที แต่ถามว่าในความจริงจะขึ้นแวตเป็น 8-10% ได้หรือไม่ คำตอบคือ ยาก! แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ทำได้ แต่ถ้าขึ้นไปแล้วจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมทันที ทั้งเงินเฟ้อ ราคาข้าวของแพงขึ้น และเกิดแรงต้านจากภาคประชาชนอย่างแน่นอน

เก็บแวตเพิ่มทำได้ยาก

ส่วนแนวคิดที่รัฐบาล อาจเก็บแวตในอัตราเหมาจ่าย สำหรับธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะต้องจดแวต 1.8 ล้านบาทต่อปีนั้น ก็ยังคงเป็นแค่แนวคิด เพราะในภาวะที่การทำมาค้าขายยากลำบาก หากรัฐบาลจะมาไล่เบี้ยเก็บภาษีแวตเพิ่มเติมอีกคงไม่เหมาะสมเท่าใดนัก

รายได้หลักต่อมาของสรรพากร คือ ภาษีนิติบุคคลที่มีรายได้เฉลี่ย 7 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งภาษีตัวนี้ขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี สิ่งที่สรรพากรทำได้ก็คือ การขยายฐานเก็บภาษีให้กว้างขึ้น รวมถึงนำธุรกิจที่หลบเลี่ยง หรือจ่ายไม่ครบมาเข้าสู่การเสียภาษีมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เงินสดกันมาก ๆ อย่างร้านขายยา ร้านอาหาร ธุรกิจกลางคืน หรือซื้อมาขายไป ก็เป็นเป้าที่สรรพากร จะลงไปตรวจแบบละเอียดถี่ยิบ ตลอดจนคนขายของผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย

บี้เก็บภาษีธุรกิจออนไลน์

ต่อมาเป็นรายได้จากภาษีบุคคลธรรมดาที่เก็บได้เฉลี่ยปีละ 3-4 แสนล้านบาท โดยมาจากมนุษย์เงินเดือน คนหาเช้ากินค่ำ ซึ่งแต่ละปีมีผู้ยื่นภาษีปีละ 11 ล้านคน แต่เสียจริงแค่ 4 ล้านคน ดังนั้น สิ่งที่สรรพากรกำลังทำ คือ การขยายฐานไปเก็บภาษีคนใหม่ๆที่ยังไม่เคยจ่าย  โดยเวลานี้กำลังทำทุกทางโดยนำเทคโนโลยีข้อมูลมาเชื่อมต่อ เช่น ใครมีการรับโอนเงินเกิน 400 ครั้งต่อปี และรวมกัน 2 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องส่งข้อมูลมาสรรพากร เช่นเดียวกันคนค้าขายออนไลน์ก็ได้ให้ ช้อปปี้ลาซาด้าส่งข้อมูลรายได้มาแล้วเช่นกัน

รายได้ส่วนที่เหลือ สรรพากร จะเก็งจากภาษีหลายตัว เช่น ภาษีปิโตรเลียมประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 60,000 ล้านบาท และอากรแสตมป์กว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งยอดไม่สูงนัก ดังนั้น มองโอกาสแล้วในส่วนของสรรพากร คงเหนื่อยหนักทีเดียวหากจะทำให้รายได้ถึงเป้า เพราะการเก็บภาษีใหม่ ๆ คงไม่เกิดในช่วงนี้  หรือการเพิ่มอัตราภาษีก็คงทำไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ คือการไล่จับคนที่อยู่นอกระบบให้มาเสียภาษีจริงจัง รวมถึงธุรกิจต่างชาติที่เข้ามากอบโกยรายได้ในไทยแต่กลับไม่จ่ายภาษี

เป้าภาษีสรรพสามิต

หน่วยงานที่เป็นความหวังรองลงมาคือ กรมสรรพสามิต ที่ในปี 69 ตั้งเป้าหมายรายได้ 5.78 แสนล้านบาท น้อยกว่าปี 68 ถึง 31,000 ล้านบาท รายได้หลักของสรรพสามิตมาจากน้ำมัน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของรายได้ภาษีทั้งหมด ซึ่งว่ากันตามสถานการณ์ปกติ ภาษีน้ำมันจะเก็บได้เฉลี่ยสูงเกิน 2  แสนล้านบาท แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมารายได้กลับหล่นวูบลงเหลือ 1.4 แสนล้านบาท เพราะมีการลดภาษีช่วยลดราคาขายปลีกน้ำมัน แต่มาในปี 69 นี้คาดว่ารายได้จากน้ำมัน น่าจะกลับมาคืนฟอร์ม เก็บได้เกิน 2.3-2.4 แสนล้านบาท อีกครั้ง เพราะรัฐบาลมีการเพิ่มภาษีน้ำมันให้ใกล้เคียงเก่าแล้ว ตั้งแต่เดือน พ.ค. 68  ซึ่งจะทำให้กรมสรรพสามิตมีรายได้เข้ามาเพิ่มอีกประมาณเดือนละ 1,500 ล้านบาท

รายได้ตัวต่อมาคือ ภาษีเบียร์ ที่คาดจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท และภาษีสุราที่ตั้งเป้า 50,000-60,000 ล้านบาท ซึ่งยังมีโอกาสโตได้อีกตามการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่นิยมชมชอบการดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่ภาษียาสูบยังต้องรับสภาพอยู่ในภาวะถดถอย จากช่วงเคยรุ่งโรจน์เก็บได้ 70,000-80,000 ล้านบาทต่อปี แต่ผลจากปรับโครงสร้างภาษีใหม่ทำให้บุหรี่เถื่อนทะลักเข้ามาเกลื่อนเมือง จนบุหรี่ถูกกฎหมายกลับขายไม่ออก ขายไม่ได้ สุดท้าย เก็บภาษีได้น้อยลง ขณะที่แผนการรื้อโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่เป็น 3 เทียร์ หรือเทียร์เดียวก็ยังนิ่งไม่แน่นอน

ศุลกากรตั้งธง 1.2 แสน ลบ.

ขณะที่ภาษีรถยนต์ ซึ่งเคยเป็นรายได้เชิดหน้าชูตาสรรพสามิต เก็บได้ปีละกว่า 1.3 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 40,000-50,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งคงได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวด เพื่อแลกกับการส่งเสริมลงทุนและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ส่วนการรื้อภาษีใหม่แบตเตอรี่ใหม่ คงไม่ได้ส่งผลต่อรายได้มากนัก หรือการเก็บภาษีใหม่ ๆ อย่าง ภาษีความเค็ม ภาษีความมัน คงไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดี แต่อย่างไรแล้วในส่วนของสรรพสามิต เชื่อว่าจะทำได้ตามเป้าหมายจากการขึ้นภาษีน้ำมันเป็นส่วนสำคัญ

ถัดมา…ดูที่กรมศุลกากร ที่ต้องบอกว่าหลังจากประเทศไทยมีการเปิดเสรี เอฟทีเอ 16 ฉบับ กับ 23 ประเทศ ทำให้ภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ลดเหลือ 0% ก็ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้อากรขาเข้าของกรมศุลกากร เหลือไม่มากนัก โดยในปี 69 ถูกตั้งเป้าหมายจัดเก็บรายได้ที่ 1.22 แสนล้านบาทเท่ากับปีก่อน แต่สิ่งที่น่าเป็นกังวล ก็คือ ปัญหาสงครามการค้า และกำแพงภาษีทรัมป์ ที่ทำให้ยอดส่งออก-นำเข้าชะลอตัว จะเป็นอุปสรรคสำคัญให้รายได้ของกรมศุลกากรอาจทำไม่ได้ตามเป้าหมาย

กระทบรายได้รัฐวิสาหกิจ

ผ่านจาก 3 กรมภาษีไปแล้ว มาดูที่รายได้ของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในปี 69 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ตั้งเป้ารายได้ไว้ 182,600 ล้านบาท  โดยมีรายได้หลักมาจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  (กฟภ.) รวมถึงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่เป็นแชมป์นำส่งรายได้มาหลายสมัย แต่อาจเผชิญความท้าทายจากเงินนำส่งของแบงก์รัฐที่น้อยลง เพราะต้องมีภารกิจเข้าไปช่วยโอบอุ้มนโยบายของรัฐบาลในการแก้หนี้ เสริมสภาพคล่อง จนอาจกระทบต่อผลกำไร

สุดท้าย…รายได้จากหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งมีรายได้หลักมาจาก 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นรายได้ของกรมธนารักษ์ที่ถูกตั้งไว้ 11,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 900 ล้านบาท โดยวิธีหารายได้จะมาจากการเพิ่มค่าเช่าที่ราชพัสดุในส่วนของที่ดินเชิงพาณิชย์ ที่ยังมีการเก็บค่าเช่าต่ำเกินไปในหลายสัญญา อีกส่วนเป็นรายได้จากส่วนราชการอื่น ๆ ที่ปี 69 ถูกตั้งไว้ 1.52 แสนล้านบาท ลดลงไป 9,600 ล้านบาท เนื่องจากประเมินว่ารายได้พิเศษ หรือรายได้จากการประมูล และสัมปทานต่าง ๆ จะลดน้อยลง

ดังนั้น เมื่อดูจากสภาพการณ์ที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤติ ทั้งหนี้ท่วม จีดีพีต่ำ 2% คนไม่มีรายได้ ไปอย่างน้อยอีก 2 ปีนั้น ดูท่าแล้วก็น่าจะลำบากไม่น้อยทีเดียว ที่หน่วยงานหลักในการหารายได้ของรัฐบาล จะเบ่งรายได้ออกมาให้ตามเป้าหมาย 2.92 ล้านล้านบาท สุดท้าย!! ก็ต้องเอาใจช่วยให้แผนการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ทำได้สำเร็จ ตามเป้าหมายที่กำหนด เพราะหากเก็บรายได้ไม่ถึงฝั่งฝันจนปิดหีบงบประมาณ 69 ไม่ลง คราวนี้จะวุ่นวายกันใหญ่กว่านี้แน่!!.