สองรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงนโยบายการขับเคลื่อนกระทรวงดีอีต่อสื่อมวลชนเป็นที่เรียบร้อย

โดยได้มีการแบ่งหน่วยงานในกำกับดูแลเรียบร้อยแล้ว โดย “นายไชยชนก ชิดชอบ” ในฐานะ รมว.ดีอีจะกำกับดูแล
1.สำนักงานรัฐมนตรี 2.สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 3.กรมอุตุนิยมวิทยา 4.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC
5.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA 6.สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI
ขณะที่ “น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย” รมช.ดีอี จะกำกับดูแล 1.สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) 2.สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) 3.บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT 4.บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และ 5.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)

ในการบริหารงานทาง นายไชยชนก บอกว่า การแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ ยังเป็นวาระแห่งชาติ แม้ 4 เดือนที่ผ่านมา ที่นั่งเป็น รมว.ครั้งแรก การหลอกลวงจะลดลง แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินการตามอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องสแกมเมอร์กับต่างประเทศ ซึ่งต้องมีการยกระดับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้สิ่งที่กระทรวงดีอีต้องเร่งทำ คือ การเป็นหน่วยงานกลาง ประสานทุก ๆ กระทรวงฯ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทุกส่วนของภาครัฐ เพื่อเป็นฐานข้อมูลเดียว ในการให้ความช่วยเหลือประชาชน จากวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ โดยนำข้อมูลประชาชนทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบมาคัดกรองว่ากลุ่มใดควรจะได้รับความช่วยเหลือแบบใด เพื่อให้สอดคล้องกับนโบาย “ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาล เพื่อลดผลกระทบจากวิฤติน้ำมันในครั้งนี้
รวมถึงการจัดทำสวัสดิการต่าง ๆ ในอนาคตด้วย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ต้องกำหนดเกณฑ์มาตรฐานข้อมูล ขณะที่ BDI เชื่อมทำระบบให้รองรับความต้องการของหน่วยงานรัฐ
“การรวมข้อมูลของทุกกระทรวงต่าง ๆ มาบูรณาการ เช่น ฐานข้อมูลการเกษตร พาณิชย์ การนำเข้าส่งออก เพื่อให้มีการตัดสินใจการเพาะปลูกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตรงกับตลาดมากขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อให้สวัสดิการ หรือมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของรัฐบาล ไปยังประชาชนได้ตรงกลุ่มและทั่วถึงยิ่งขึ้น กระทรวงดีอี ถือเป็นกระทรวงเกรดเอ ที่จะทำ
หน้าที่เหมือนกระดูกสันหลังของชาติ ที่จะเชื่อมทุกนโยบายไปสู่ประชาชน โดยจะต้องได้เห็นภายในปีนี้แน่นอน ซึ่งในส่วนของแอปพลิเคชันทางรัฐ ก็ถือเป็นหนึ่งในแนวทาง เพราะปัจจุบันมีประชาชนอยู่ในระบบราว 30 ล้านคน แต่เป้าหมายต่อจากนี้คือจะต้องเพิ่มจำนวนให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ ดีจีเอ อยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล แต่เชื่อว่าไม่มีปัญหาหากในอนาคตจะดึงกลับมาสังกัดดีอี ทุกวันนี้ก็มีการประสานการทำงานกันอยู่แล้ว รัฐบาลมีความสามัคคีกันมาก”

รมว.ดีอี ยังบอกอีกว่า ในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลทั้งหมด ก็ต้องมีการทบทวนใหม่ โดยจะมีการทำแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลใหม่ของทั้งประเทศ แทนแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ที่กำลังจะครบกำหนด โดยแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2571-2575 จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการวางรากฐานดิจิทัล ที่มั่นคงสําหรับประเทศ รวมถึงการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศ เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ต้องมองเรื่องสิ่งแวดล้อม ไฟฟ้าพลังงานสะอาด คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชนมาอันดับแรก (Thai First)
“การมีนโยบายเชื่อมข้อมูล ในเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ก็ต้องให้ความสำคัญ ดําเนินการต่อในทุกรูปแบบให้นโยบายไปแล้ว เร่งทำใน
สเต็ปต่อไป คือเรื่อง ควอนตัม ต้องศึกษาว่าแบบไหนเหมาะสมที่สุด”
นอกจากนี้ต้องมีการกำกับที่มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มต่างชาติในเรื่อง ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นต้น โดยจะมีการทบทวนในทุกเรื่อง ซึ่งที่ผ่านมา แพลตฟอร์มไม่ยอมลดค่าธรรมเนียม (จีพี) ลง เพราะกลัวว่าลดลงแล้วจะขึ้นไม่ได้ เพราะมีเรื่องต้นทุน
ต่าง ๆ คงต้องมีการเชิญมาพูดคุยอีกรอบ รวมถึงเรื่องการเลือกขนส่งประชาชนต้องเลือกได้ ก็จะมีการพูดคุยกับทางกระทรวงพาณิชย์
ด้วย อาจจะมีการแก้ไขกฎหมายด้วยเพื่อให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น หากไม่มีใครพร้อมลด อาจจะหา benefit อื่น ๆ เพื่อช่วย ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มมูลค่าที่ได้รับ หรือว่าอาจจะเป็นในเชิงของคูปองต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาทางคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ช่วยดูแลในด้านการผูกขาด ราคา และบริการ แต่ ดีอี จะมุ่งเน้นให้ ETDA เข้ามาจัดการเรื่องกฎหมายแพลตฟอร์มอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
“ในช่วงการช่วยเหลือประชาชน ได้มีการพูดคุยกับทางไปรษณีย์ไทย ก่อนหน้านี้แล้วว่า วันนี้เราเองจะมองในเรื่องของผลกําไรในเชิงเม็ดเงินอย่างเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 1 ถึง 2 ปีนี้ ที่ต้องพาทุกคนพ้นวิกฤติ ใช่อยู่ทางภาครัฐต้องมองเรื่องผลกําไร แต่กําไรต้องไม่ใช่เงิน ต้องเป็นคุณภาพชีวิตประชาชน เราต้องพร้อมที่จะขาดทุนพร้อมที่จะกัดฟันไปกับประชาชนในช่วงเวลานี้ ยืนยันว่าจะหาแนวทางทุกรูปแบบที่ทําได้ ภายใต้หน่วยงานที่กํากับดูแล”

ส่วนในรื่องภัยพิบัติ ก็ต้องเร่งทำงานต่อเนื่องหลังได้ทดลองใช้เทคโนโลยีพยากรณ์อากาศที่แม่นยำระดับตำบลในพื้นที่ภาคใต้ ก็มีแผนจะขยายผลทั่วประเทศ สร้างระบบที่เป็นรูปธรรมในการรับมือภัยพิบัติ ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติแต่รวมถึงภัยทุกรูปแบบ
ขณะที่ทาง น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี บอกว่า หลังทราบว่าจะได้รับตำแแหน่ง ก็เริ่มศึกษางานมาตลอด ช่วงสงกรานต์ ก็มีการประชุมกันตลอด ยืนยันว่า จะเร่งทำงานเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งในส่วนหน่วยงานที่กำกับดูแล อย่าง เอ็นที ต้องปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ให้ชัดเจนขึ้น ต้องยกระดับมาเป็นผู้ดูแลภาคประชาชนและแสวงหากำไรอย่างมีทิศทาง
สุดท้าย ทาง “นายไชยชนก ชิดชอบ” ให้คํามั่นกับประชาชนว่า “เราจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกันแล้วขอให้คํามั่นสัญญาว่ากระทรวงดีอีจะใช้วิกฤตินี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดในการประเมินอะไรที่มีความจําเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแล้ว ก็จะทําทุกอย่างที่ทําได้เพื่อวางโครงสร้างรากฐานเพื่อการพัฒนาของประเทศต่อไป”.
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



