“ไม่เคยคิดเรื่องนี้ในหัวเลย แถมที่บ้านก็ไม่มีใครทำมาก่อน เรียกว่าความรู้ด้านนี้เป็นศูนย์เลยก็ได้ แต่ทำไปทำมากลับหลงรักและทำให้ค้นพบความสุขที่แท้จริงให้ชีวิต” เสียงจาก “หมูแดง-ณิรินทร์พัชร์ เขื่อนแก้ว” เกษตรกรสาวเจ้าของเรื่องราวนี้ โดยเธอได้บอกเล่ากับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า เธอเริ่มปลูกผักจากการทดลองในพื้นที่เล็ก ๆ โดยเลือกปลูกผักสลัดขายเป็นรายได้เสริม โดยไม่คิดมาก่อนว่างานเสริมนี้จะกลายมาเป็นอาชีพเต็มตัวในปัจจุบัน และนอกจากจะปลูกผักขายแล้ว เธอยังนำเรื่องราวมาแบ่งปันคนอื่น ๆ ผ่านโลกโซเชียล โดยหวังว่าจะช่วยจุดประกายให้กับคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งปัจจุบันเธอเน้นปลูกผักสลัดแบบอินทรีย์ โดยสวนผักของเธอมีชื่อว่า “ฟาร์มสุขทางใจ”

สำหรับประวัติชีวิตของเธอนั้น หมูแดงเล่าว่า เกิดและโตอยู่ที่ จ.จันทบุรี แต่จริง ๆ แล้ว คุณพ่อสมชาย ของเธอ เป็นคน จ.พะเยา และ คุณแม่บังอร เป็นคน จ.สกลนคร ส่วนสาเหตุที่มาตั้งรกรากที่ จ.จันทบุรี เนื่องจากพ่อแม่ได้มาทำงานที่โรงงานทำพลอยที่นี่ ทำให้ได้มาพบกัน รักกัน และแต่งงานกัน โดยมีโซ่ทองคล้องใจเป็นเธอซึ่งเป็นลูกสาว กับ พี่ชาย–นิเวศน์ อีกหนึ่งคน ซึ่งเธอกับพี่ชายเกิดที่จันทบุรี โดยเธอใช้ชีวิตอยู่ที่จันทบุรี 12 ปี ชีวิตก็มีจุดเปลี่ยนขณะกำลังขึ้นชั้น ม.1 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดทำพลอยเริ่มเกิดภาวะซบเซา ทำให้ครอบครัวต้องย้ายกลับบ้านพ่อที่ จ.พะเยา โดยครอบครัวต้องอาศัยอยู่กับป้า พี่สาวของพ่อ
“ช่วงที่กลับมาอยู่พะเยา ครอบครัวลำบากมาก ๆ เหมือนทุกคนต้องมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งพ่อกับแม่ทำพลอยมาตลอด พอกลับมาก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไร จึงออกไปทำงานรับจ้างทั่วไปเพื่อหาเงินส่งให้เราและพี่ชายได้เรียน”

หมูแดงเล่าต่อไปอีกว่า ตอนนั้นเธอเองอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว จึงไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างถ้วยล้างชามตามร้านอาหารในช่วงเย็น พอปิดเทอมเธอก็จะไปทำงานพาร์ทไทม์ทุกอย่าง เพื่อหารายได้ช่วยครอบครัวอีกทาง จนช่วงที่เธอกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย เธอสอบได้โควต้าสาขาสาธารณสุขที่มหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งช่วงที่รอมหาวิทยาลัยเปิดเทอมเธอมีเวลาหยุดยาว 6 เดือน เธอจึงเดินทางกลับไปที่จันทบุรี เพื่อไปทำงานที่ร้านอาหารของป้า ทำให้มีเงินเก็บกลับมาประมาณ 20,000 บาท เพื่อนำมาใช้เป็นค่าเทอม และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ตัวเอง ทั้งนี้ หลังจากที่เรียนมหาวิทยาลัยได้ 1 เทอม และเป็นช่วงที่พี่ชายของเธอใกล้จะเรียนจบ เธอก็บอกกับพ่อแม่ว่าให้ไปโฟกัสที่พี่ชายคนเดียว ส่วนตัวเธอจะหาเงินส่งตัวเองเรียนเอง
“บอกพ่อแม่ไปแบบนี้เลยค่ะ โดยช่วงเทอม 2 เราก็ไปเป็นเด็กเสิร์ฟร้านอาหารที่เปิดอยู่หน้ามหาวิทยาลัย และนอกจากงานเสิร์ฟแล้วเราก็มีโอกาสได้เป็นลูกมือของเชฟด้วย หลังทำงานร้านอาหารระยะหนึ่งเราก็เริ่มมองเห็นช่องทางหารายได้ มองว่าหน้ามหาวิทยาลัยคนเยอะ ขายของดี เราก็เลยอยากให้พ่อแม่มาเปิดร้านขายอาหารบ้าง ก็เอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับเชฟ ทางเชฟก็ให้มาเช่าพื้นที่หน้าบ้านเพื่อเปิดร้านให้พ่อแม่ขายอาหารอีสาน โดยเราได้ทุนมาจากพี่ชายหนึ่งก้อน เป็นเงิน 10,000 บาท” หมูแดงเล่าถึงช่วงที่ทุกคนในบ้านต้องปากกัดตีนถีบเพื่อหารายได้ และเล่าอีกว่า ช่วงนั้นเธอก็ช่วยพ่อแม่ทำร้านอาหารมาเรื่อย จนเมื่อเรียนจบ เธอก็ได้งานที่ จ.ระยอง พร้อม ๆ กับเจอมรสุมชีวิตอีกครั้ง เมื่อพื้นที่ซึ่งเธอเช่าไว้เพื่อเปิดร้านอาหารนั้นทางเจ้าของขอคืนพื้นที่ ทำให้ตอนนั้นจึงเป็นช่วงที่ต้องตัดสินใจว่า เธอจะอยู่ช่วยพ่อแม่ทำร้านอาหารต่อ? หรือจะเลือกไปทำงานประจำที่ระยอง? และสุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะอยู่กับพ่อแม่เพื่อทำร้านอาหาร

ช่วยกันทำ “หมูแดง และพ่อ-แม่”
“พอเลือกได้แล้ว เราก็เลยไปหาเช่าพื้นที่อื่นที่อยู่หน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งปรากฏร้านเริ่มขายดีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนครอบครัวเริ่มมีเงินเก็บ หลังจากที่ครอบครัวเราไม่เคยมีเงินเก็บมานานแล้ว” หมูแดงเล่าถึงช่วงนี้พร้อมรอยยิ้มภูมิใจ
แต่…ในขณะที่ร้านอาหารกำลังไปได้สวย ก็ต้องเจอวิกฤติโควิด-19 รอบแรก ซึ่งตอนนั้นมีการล็อกดาวน์ ทำให้เด็กนักศึกษาเรียนออนไลน์กัน ทำให้ร้านอาหารขาดรายได้ เพราะลูกค้าหายไปจากโควิด และจากวิกฤตินี้เองที่ผลักดันให้เธอหันมาสู่ “อาชีพเกษตรกร” โดยเธอเล่าว่า ช่วงนั้นต้องนำเงินเก็บมาประคองร้านอาหาร จนเงินเก็บที่มีเริ่มหมดไป เธอจึงต้องมานั่งคิดว่าจะทำอะไรต่อไปดี โดยระหว่างที่คิดหาทางออกให้ชีวิต เธอมองเห็นว่ามีพื้นที่ว่างเล็ก ๆ อยู่ จึงเกิดไอเดียที่จะปลูกผักสลัดขายเป็นรายได้เสริม เพราะมองว่าผักสลัดมีราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ด้วยความที่ไม่มีความรู้ด้านการทำเกษตรเลย เธอจึงต้องขวนขวายหาความรู้มาเติมใส่สมอง โดยศึกษาด้วยตัวเองจากอินเทอร์เน็ต และทดลองปลูกจากสเกลเล็ก ๆ
“หลังผักสลัดชุดแรกออกมา เราก็นำไปโพสต์ขายผ่านช่องทางออนไลน์ ปรากฏขายได้หมดเกลี้ยง ทำให้รู้สึกดีใจมาก แถมยิ่งได้คำชมจากลูกค้าที่ซื้อผักไปรับประทาน ก็ยิ่งดีใจและมีความสุข ทำให้จากที่ไม่เคยมีความคิดในหัวเลยว่าตัวเองจะมายึดอาชีพเกษตรกร ก็กลายเป็นว่าถ้าวันไหนไม่ได้ลงแปลงฝักจะไม่มีความสุขเลย จนมารู้ตัวว่า ชีวิตแบบนี้คือชีวิตที่ช่วยเติมเต็มใจให้กับเราได้ และยิ่งมีความสุขทุกวันที่ได้เห็นผักที่ปลูกค่อย ๆ เติบโต” หมูแดงบอกเรื่องนี้
รอยยิ้ม “ฟาร์มสุขทางใจ”
เธอยังเล่าให้ฟังอีกว่า จากที่เริ่มปลูกแค่สเกลเล็ก ๆ ก็เริ่มขยายแปลงปลูกใหญ่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ตัดขายได้ทุก ๆ อาทิตย์ โดยเธอค่อย ๆ เก็บเงินจากที่ขายผักได้ นำมาใช้เป็นทุนในการขยายธุรกิจนี้ของเธอ จนปัจจุบันขยายมาได้เกือบ 20 แปลงปลูก จนต่อมาเธอได้รับโอกาสที่ดีอีกครั้ง โดยที่ดีใจมาก ๆ คือทางเซเว่น อีเลฟเว่น ติดต่อมาหาเธอเอง อยากให้เธอส่งผักสลัดจากฟาร์มไปขายในร้านทั้งหมด 5 สาขาในพื้นที่ จ.พะเยา ส่งผลให้มีรายได้และมีคนรู้จักชื่อฟาร์มของเธอเพิ่มมากขึ้น โดยหลังปลูกผักและเก็บหอมรอมริบมาสักพักใหญ่ ๆ ในที่สุดเธอก็มีเงินเก็บมากพอที่จะนำไปใช้สำหรับซื้อที่ดินเพิ่มอีกจำนวน 3 ไร่
“เราทำเกษตรผสมผสาน เน้นปลูกพืชหมุนเวียน และเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่ใช้สารเคมี ทีนี้พอผักสลัดเริ่มไปได้แล้ว เราก็หันมาเสริมด้วยการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อขายปุ๋ยมูลไส้เดือน ซึ่งส่งผลดีทั้งในแง่รายได้เสริม และช่วยลดต้นทุน เพราะนำมาใช้ปลูกผักในฟาร์มด้วย” หมูแดงพูดถึงกระบวนการที่นำมาใช้กับธุรกิจผักสลัดและฟาร์มของตัวเอง
ทั้งนี้ ในช่วงที่เธอตัดสินใจที่จะเป็น “เกษตรกรเต็มตัว” นั้น หมูแดงบอกว่า ตอนนั้นจริง ๆ ต้องต่อสู้กันด้วยแนวคิดระหว่างเธอกับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวคิดของเธอในเรื่องนี้ เพราะกลัวว่าลูกสาวจะทำไม่ไหว จนไปไม่รอด อีกอย่างครอบครัวของเธอเองก็ไม่มีใครเคยทำเกษตรมาก่อนเลยสักคน แต่สุดท้ายเธอก็อธิบายให้ครอบครัวเห็นว่า เรื่องนี้มีโอกาสรอด และขอให้เชื่อมั่นว่าเธอสามารถทำได้จริง ๆ จนพ่อแม่ใจอ่อนยอมทำตามแนวคิดนี้ในที่สุด
“จากที่เคยค้านในตอนแรก มาตอนนี้กลายเป็นพ่อแม่กลับสนุกและมีความสุขที่ได้ทำอาชีพนี้ ยิ่งเวลาทั้งสองคนไปเจอข้อมูลใหม่ ๆ หรือไปเจอไอเดียใหม่ ๆ ก็จะต้องมาเล่าให้เราฟังอยู่เสมอ และเมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง พ่อก็มาบอกกับเราตอนหลังว่า รู้ไหมสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่พ่อฝันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ท่านไม่คิดว่าจะได้มาทำ เพราะท่านกลัวมากเกินไป ทำให้ไม่กล้าลงมือทำอย่างที่ตัวของท่านเคยฝันไว้” เธอเล่าเรื่องนี้พร้อมรอยยิ้มที่มีความสุข

ส่งผักให้ลูกค้าที่สั่งทางออนไลน์
หมูแดงยังบอกเล่าอีกว่า จากเกษตรกร เธอก็ก้าวสู่การเป็น “คอนเทนต์ ครีเอเตอร์” โดนำประสบการณ์ในการทำการเกษตรในแบบฉบับของตัวเองมาแบ่งปันกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ผ่านโลกโซเชียล โดยเธอมีไอเดียที่คิดทำเรื่องนี้ว่า มาจากตอนที่เธอเริ่มต้นทำฟาร์มผัก ซึ่งมักจะมีคนเข้ามาสอบถามเธอว่า ปลูกยังไง? ลงทุนแบบไหน? จึงมองว่า ถ้าเธอแบ่งปันความรู้ที่มีให้คนที่สนใจ น่าจะมีประโยชน์กับหลาย ๆ คน เธอจึงตั้งเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ฟาร์มสุขทางใจ” ขึ้น ทั้งเพื่อเอาไว้สื่อสารกับลูกค้าโดยตรง และจะลงคลิปสอนวิธีปลูกผัก ผู้ชมผู้ติดตามเพจของเธอจะได้เห็นวิธีการว่าปลูกและดูแลแบบไหน ซึ่งเธออยากทำตรงนี้ให้เป็นพื้นที่ความสุขทางใจให้กับทุก ๆ คน รวมถึงเพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนที่อยากทำตามแบบเธอ
“เราพร้อมให้ความรู้กับคนอื่น เพราะเรามองย้อนกลับเราก็เห็นตัวเองว่าตอนที่เราเริ่มทำแล้วต้องสู้คนเดียว มันเหนื่อยมากนะ เราจึงคิดว่าถ้าหากมีคนที่มีประสบการณ์มอบความรู้ หรือแนะนำได้ ก็อาจจะช่วยให้สู้น้อยลง หรือเหนื่อยน้อยลงไปอีกนิด ดังนั้น เมื่อเรามีประสบการณ์เพียงพอ เราก็อยากจะแชร์ความรู้ที่มีให้คนที่อยากทำ ให้นำไปลองทำดูบ้าง ซึ่งตลอดเวลา 4 ปี ที่ทำเกษตรมา มีคนเข้ามาขอคำปรึกษากับเราตลอด และที่ประทับใจก็มีอยู่เคสหนึ่ง คนนั้นเขาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เขาก็มาปรึกษาและนำไปทดลองทำ ปรากฏเปลี่ยนชีวิตเขาเลย เพราะทำให้เขามีรายได้ เราเองก็รู้สึกดีใจที่เราช่วยเขาได้” เกษตรกรสาวคนเดิมเล่าถึง“โมเมนต์ประทับใจ”ที่เกิดจากการแบ่งปันของเธอ
ก่อนจบบทสนทนากัน “ทีมวิถีชีวิต” ถาม “หมูแดง-ณิรินทร์พัชร์” ว่า มีเป้าหมายอะไรต่อไป? โดยเจ้าตัวตอบว่า ตอนนี้ที่คิดไว้คือ อยากทำสินค้าสักตัวเป็นผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรไทย ที่สามารถเป็นสินค้าส่งออกได้ กับอีกฝันที่อยากทำให้เกิดขึ้นได้จริง ๆ ก็คือ อยากให้เครือข่ายเกษตรอินทรีย์เติบโตไปด้วยกัน ส่วนแผนที่คิดไว้และน่าจะทำได้เร็ว ๆ นี้คือ เปิดร้านอาหารเล็ก ๆ และทำโฮมสเตย์ที่สวนผัก สำหรับรองรับคนที่สนใจอยากมาเรียนรู้วิธีปลูกผักที่ฟาร์มของเธอ… “หากถามว่า คิดว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน? ส่วนตัวมองว่าก็ประสบความสำเร็จพอสมควรแล้วนะคะ จากตอนแรกที่คิดแค่จะปลูกขายเป็นรายได้เสริมให้เราพออยู่รอดได้ กลายเป็นตอนนี้เดินมาไกลมาก ๆ แต่ส่วนตัวก็คิดว่าคงจะไม่หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่นี้ เพราะรู้สึกว่าการทำเกษตรหยุดนิ่งไม่ได้ แต่คนเป็นเกษตรกรอาชีพนั้น…จะต้องค้นหาพัฒนาตัวเองเสมอ”.

ยิ้มแก้มปริกับผักที่ขายในเซเว่นฯ
คีย์ซัคเซส ‘กล้าคิดต้องกล้าทำ’
“หมูแดง-ณิรินทร์พัชร์ เขื่อนแก้ว” ยังได้ฝาก “คำแนะนำ” ไปถึง “คนที่สนใจทำตามฝันแบบเธอ” ด้วยการปลูกผักขายว่า…คุณสมบัติแรกที่ต้องมีก็คือ “ต้องกล้าคิด”และคุณสมบัติต่อมาคือ“ต้องกล้าทำด้วย”ความผันที่วาดไว้ในวิมานอากาศจึงจะสำเร็จ หรือเกิดขึ้นได้จริง ๆ โดยหมูแดงย้ำว่า คนที่ยังไม่พบความสำเร็จ หรือคนที่ยังไม่สามารถทำให้ฝันเป็นจริงได้นั้น อาจเพราะ ติดกับคำว่ายังไม่พร้อม ซึ่งในโลกความเป็นจริงนั้นเธอมองว่า ความพร้อมไม่มีอยู่จริง ดังนั้นถ้าจะรอให้พร้อมแล้วลงมือทำ อาจช้าเกินไป ซึ่งตัวเธอเองก็เริ่มจากไม่พร้อม แต่ก็ตัดสินใจลงมือทำ โดยเริ่มจากสเกลเล็ก ๆ ก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าเราชอบหรือรักจริงไหม เพราะถ้ายังไม่รู้เลยว่าชอบและรักหรือไม่ แล้วไปลงทุนทำเยอะ พอเหนื่อย ท้อ ก็จะเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาไปเปล่า ๆ… “เราเองก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จแต่แรก ช่วงปีแรก ๆ ก็มีท้อ มีเหนื่อยเช่นกัน เรียกว่าท้อจนร้องไห้เลย แต่อาศัยใจสู้ เพราะอยากให้สำเร็จ และคิดกับตัวเองว่า ในเมื่อมีคนทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ก็เลยมาได้จนถึงวันนี้”.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน





