ซึ่งกับเรื่องกตัญญูที่คนไทยและคนจีน “ถือมั่นคล้ายกัน” นี้…นี่ก็อาจจะเป็น “อีกสิ่งสำคัญที่เป็นเครื่องบ่งชี้” ได้ว่า…“จีน-ไทย มิใช่อื่นไกล…กากี่นั้ง”

สำหรับคนไทย…การ “แสดงออกถึงความกตัญญู” นั้นมีหลากหลายโอกาส รวมถึงเทศกาล “สงกรานต์” ที่คนไทยมีการรดน้ำดำหัวพ่อแม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณ และหากพ่อแม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณ ล่วงลับไปแล้ว คนไทยก็มีการ “ทำบุญบังสุกุลอัฐิอุทิศส่วนกุศล” ที่เป็นอีกรูปแบบการแสดงออกถึงความกตัญญูที่มีต่อผู้มีพระคุณ… โดยเฉพาะต่อบรรพบุรุษ ส่วนคนจีน… ก็มีหลากหลายโอกาสในการแสดงความกตัญญูเช่นกัน ซึ่งรูปแบบหนึ่งที่สะท้อนการถือมั่นในความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ-บรรพชนที่ล่วงลับไปแล้ว ที่ฉายชัดสืบเนื่องมายาวนาน ก็คือ “เซ่นสรวงบรรพชนช่วงเช็งเม้ง”

ทั้งนี้ ในโอกาส ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์การทูตอย่างเป็นทางการ “ไทย-จีน” วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ขอร่วมนำเสนอแง่มุม “ค่านิยมเชิงวัฒนธรรม” ในเรื่อง “ความกตัญญู” ค่านิยมที่ “คนไทย-คนจีน…ถือมั่นคล้ายกัน” ขอสะท้อนต่อข้อมูลจากบทความเผยแพร่ของ อาศรมสยาม-จีนวิทยา ที่จัดตั้งขึ้นโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) และ สมาคมปัญญาภิวัฒน์ ที่ปัจจุบันมี อ.ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม เป็นผู้อำนวยการอาศรมฯ ซึ่งเป็นข้อมูลจากบทความโดย ถิรวัสส์ อัครเดชเรืองศรี ที่เผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ www.arsomsiam.com โดยสังเขปมีดังนี้…

เช็งเม้ง เทศกาลแสดงความกตัญญูต่อบรรพชน” …นี่คือชื่อบทความ ซึ่งเนื้อหาบางช่วงบางตอนมีว่า… คนจีนถือ “ความกตัญญู” เป็นคุณธรรมอันดับแรก ตามค่านิยมของลัทธิขงจื่อ (ลัทธิหรู) จึงทำให้คนจีน ดูแลปรนนิบัติบุพการีเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ยามที่ท่านจากไปแล้วก็จัดหาหลุมฝังศพให้สมตามฐานะ รวมถึงเซ่นไหว้ ในทุกการฉลองฤดูกาลและเทศกาล ซึ่งตามธรรมเนียมจีนแต้จิ๋ว…ในหนึ่งรอบปีจะมีการฉลองมหาอุตุปักษ์ทั้งสี่ อันเป็นตัวแทนแต่ละฤดูกาลโดยนับตามปฏิทินสุริยคติ และมีเทศกาลทั้งหมดแปดครั้ง โดยเกือบทั้งหมดนับตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งโดยรวมก็ 4 ฤดูกาล 8 เทศกาลอันเป็นสัญลักษณ์การแบ่งเดือนและฤดูกาลของแต่ละปี โดยมีการ เซ่นไหว้บุพการีและบรรพชน ในทุกเทศกาล ดุจท่านยังคงดำรงชีพไม่ได้จากลูกหลานไปไหน เพื่อ รำลึกพระคุณ โดยยังมีอีกประเพณีปฏิบัติของชาวจีนทุกท้องถิ่นที่ยึดคุณธรรมดังกล่าวเป็นที่ตั้ง คือการ “เยี่ยมสุสานบรรพชน” ประจำทุกปี …ในเทศกาล “เช็งเม้ง”

การถือปฏิบัติของคนจีน รวมถึงคนไทยเชื้อสายจีนที่มีอยู่มากมาย ที่ยึดโยง “เช็งเม้ง” นั้น ในแหล่งข้อมูลข้างต้นระบุไว้โดยยึดโยงสภาพดินฟ้าอากาศในจีนว่า… “เช็งเม้ง” ตรงกับวันที่ 4 หรือ 5 เมษายนของทุกปี เป็นปักษ์ลำดับที่ห้า ใน 24 อุตุปักษ์ อยู่หลังจากปักษ์แรกคือ เริ่มวสันต์ หรือหลิบชุง (ลี่ชุน) ประมาณ 60 วัน ส่วนปักษ์ที่สี่คือ ชุงฮุง(ชุนเฟิน) อันเป็นปักษ์สำคัญที่สุดของฤดูใบไม้ผลิ 15 วัน โดยวันนี้โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์มาถึงจุด 15 องศา จะมีท้องฟ้าแจ่มใส อากาศสดชื่น ทิวทัศน์งดงาม แต่เมื่อย้อนกลับไปปักษ์หลิบชุง หิมะฤดูหนาวที่ปกคลุมทั่วแผ่นดินละลายลง ทำให้ต้นหญ้าเริ่มงอกงาม สายฝนโปรยปรายก็ชะล้างเนินดินของสุสานทำให้ยุบตัว เมื่อเวลาผ่านไปสองเดือนจนถึงปักษ์เช็งเม้ง ต้นหญ้าปกคลุมสุสาน จนดูทรุดโทรมรกร้าง ลูกหลานจะรวมตัวกันไปปัดกวาดสุสานบรรพชน ถอนหญ้าและเติมดินให้งดงาม ถือเป็นการได้ไปเยี่ยมบ้านหลังสุดท้ายอันบรรจุสังขารของบรรพชนที่หลับใหลอย่างสงบ ตามคุณธรรม “ความกตัญญู”

เกร็ดข้อมูล “ความกตัญญู” กรณีการเยี่ยมสุสาน เซ่นไหว้บรรพชนนี้ ในบทความดังกล่าวข้างต้น โดย ถิรวัสส์ อัครเดชเรืองศรี ยังมีส่วนที่ระบุไว้ว่า… เดิมชาวจีนแต้จิ๋วนิยมยึดวันเหมายัน หรือรู้จักกันในนามเทศกาลไหว้ขนมบัวลอย ซึ่งเป็นมหาอุตุปักษ์ประจำฤดูหนาว เป็นวันไปกราบไหว้สุสานบรรพชน เนื่องจากในช่วงปักษ์เช็งเม้งสภาพภูมิอากาศของแต้จิ๋วซึ่งอยู่ทางใต้ของจีนจะมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน… และประกอบกับในยุคสังคมเกษตรกรรม ช่วงปักษ์นี้เป็นฤดูกาลที่เหมาะกับการเพาะปลูกทำเกษตรกรรม ทำให้ไม่มีเวลาไปเยี่ยมเยือนกราบไหว้สุสานบรรพบุรุษ ชาวจีนแต้จิ๋วจึงเลือกเทศกาลไหว้ขนมบัวลอยที่มีสภาพอากาศดีกว่า ประกอบกับเป็นช่วงว่างเว้นจากภารกิจหน้าที่สำคัญ ไปเซ่นไหว้สุสาน แต่ในทางตรงกันข้าม สภาพอากาศทางเหนือของจีนในปักษ์เช็งเม้งกลับดีกว่าช่วงเทศกาลไหว้ขนมบัวลอยซึ่งหิมะจะตกหนักจนไม่สามารถออกจากเคหสถานได้ คนจีนทางเหนือจึงเลือกใช้ปักษ์เช็งเม้งเซ่นไหว้สุสานบรรพบุรุษ

ขณะที่จุดเปลี่ยนความนิยมมาเลือกใช้วัน “เช็งเม้ง” เป็นเทศกาล “เซ่นไหว้สุสานบรรพชน” โดยทั่วไป คือในยุคสาธารณรัฐ (ค.ศ. 1912-1949) ซึ่งรัฐบาลก๊กมินตั๋งปกครองประเทศจีน โดยได้กำหนดให้ “วันเช็งเม้ง” เป็น “วันเซ่นสรวงบรรพชนแห่งชาติ” พร้อมมีรัฐพิธีบูชาหวงตี้ ปฐมบรรพชนของชาวจีน และประกาศเป็นวันหยุดราชการ ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางไปเซ่นไหว้โดยไม่ต้องหยุดงาน ความนิยมในการเลือกใช้เทศกาลไหว้ขนมบัวลอยจึงถูกลดความสำคัญลง

นอกจากนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับการเซ่นไหว้บรรพชนนั้นในแหล่งข้อมูลเดิมยังมีส่วนที่ระบุไว้อีกว่า… ตามธรรมเนียม…ชาวจีนแต้จิ๋วนั้นจะมีการเซ่นไหว้ป้ายสถิตวิญญาณบรรพชน หรือสิ่งจู่ไป๊ (เสินจู่ผาย) ประจำฤดูใบไม้ผลิ เรียกว่า ชุงจี่ (ชุนจี้) ในปักษ์วสันตวิษุวัต หรือชุงฮุง (ชุนเฟิน) ซึ่งตรงกับวันที่ 20 หรือ 21 มีนาคมของทุกปี ถือเป็นหนึ่งในการพลีบูชาบรรพชนประจำฤดูทั้งสี่ ณ ศาลบรรพชน หรือสื่อตึ้ง (ฉือถัง) ซึ่งในประเทศไทยสามารถพบได้ในสมาคมตระกูลแซ่ต่าง ๆ และยังมีการเซ่นไหว้ ณ เคหสถาน หรือศาลบรรพชนอีกครั้งในปักษ์เช็งเม้งในฐานะเป็นหนึ่งในแปดเทศกาลต่างหาก โดยจะไม่นับการเซ่นไหว้ทั้งสองครั้งนี้ว่าเป็นสิ่งเดียวกับการเยี่ยมสุสานในปักษ์เช็งเม้ง ที่ชาวจีนแต้จิ๋วจะมีการเซ่นไหว้สุสานอีกครั้งด้วยเครื่องเซ่นไหว้เพียงเล็กน้อย ไม่เยอะเท่ากับการเซ่นไหว้สองครั้งที่กล่าวข้างต้น และการไปเซ่นไหว้ในปักษ์เช็งเม้งในอดีตจะทำในวันที่ 4 หรือ 5 เมษายนตามปฏิทินของปีนั้น ๆ หรืออนุญาตให้ไปได้ก่อนไม่เกินสามวัน …ซึ่งยุคปัจจุบันจะแตกต่าง

ในบทความ “เช็งเม้ง เทศกาลแสดงความกตัญญูต่อบรรพชน” ที่มีการเผยแพร่ไว้โดย อาศรมสยาม-จีนวิทยา ในเว็บไซต์ www.arsomsiam.com ระบุถึงในส่วนประเทศไทย-คนไทยเชื้อสายจีน ไว้ว่า… เมื่อบริบทในสังคมชาวไทยเชื้อสายจีนยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป และเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด จึงมีการปรับเปลี่ยนขยายระยะเวลาในการไปเยี่ยมสุสานเซ่นไหว้บรรพชน เป็นเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 หรือ 21 มีนาคม (ปักษ์ชุงฮุง) ถึงวันที่ 4 หรือ 5 เมษายน (ปักษ์เช็งเม้ง) โดยมีการเซ่นไหว้เพียงครั้งเดียว ณ สุสาน …ซึ่งจากข้อมูลในส่วนนี้ แม้มีการปรับเปลี่ยน ขยายช่วงวัน ถึงกระนั้นก็ยัง…

“แสดงถึง…ความกตัญญูต่อบรรพชน”

และในแหล่งข้อมูลดังกล่าวยังมีส่วนที่ได้ระบุไว้ด้วยว่า… “สรุปการเยี่ยมสุสานบรรพชน มีจุดประสงค์คือการรวมตัวได้พบปะญาติพี่น้อง และแสดงออกถึงความกตัญญูต่อบุพการีและบรรพชน อันเป็นคุณธรรมอันดับหนึ่งของชนชาติจีน” …ทั้งนี้ จากที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” สะท้อนต่อข้อมูลมาโดยสังเขป กรณี “คุณธรรม” หรือ “ค่านิยมเชิงวัฒนธรรม” ในเรื่อง “ความกตัญญู” เรื่องที่ “จีน-ไทย…ก็ถือมั่นคล้ายกัน” นี่ก็น่าจะ “ฉายภาพคนจีน-คนไทย” ได้ว่า…

“จีน-ไทย…กากี่นั้งมาแต่โบราณกาล”...

โดยที่ “สัมพันธ์การทูตทางการ” นั้น…

เร็ว ๆ นี้ “จะครบรอบกึ่งศตวรรษ”.