ซึ่งแน่นอนว่าแง่มุมความคิด และเส้นทางชีวิตในการบุกเบิกของเขา กับภารกิจพลิกโฉมวงการดาราศาสตร์ ก็ย่อมจะน่าสนใจ วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปเจาะลึกกับเขาคนนี้ ที่ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ…

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือที่หลายคนเรียกติดปากกับคำย่อว่า “NARIT” เล่าชีวิตเขาไว้ว่า เขาเกิดที่กรุงเทพฯ โดยบรรพบุรุษของเขามีต้นตระกูลเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนจากเมืองเซียะเหมิน ประเทศจีน ที่ได้อพยพเข้ามาสู่แผ่นดินสยามตั้งแต่ช่วยปลายยุคกรุงศรีอยุธยา และตั้งหลักแหล่งมั่นคงในช่วงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น โดย “คุณพ่อ-ศุกรีย์” ของ ดร.ศรัณย์ เป็นวิศวกรของการบินไทยรุ่นแรก ส่วน “คุณแม่-นาวาเอกหญิงบุญสม” เป็นอดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ ซึ่งปัจจุบันทั้งคุณพ่อคุณแม่ของเขาในวัย 95 ปียังคงแข็งแรงดีทั้งคู่ โดย ดร.ศรัณย์ เล่าอีกว่า คุณพ่อคุณแม่มีลูก ๆ ทั้งหมด 4 คน แต่ปัจจุบันเหลือเพียงพี่ชายเขากับตัวเขา ซึ่งในวัยเด็กของ ดร.ศรัณย์ เขาบอกว่า ตัวเขาไม่ได้เป็นเด็กที่เรียนเก่งมากมายอะไร แต่เป็นเด็กที่สนใจลึกซึ้งในงานอดิเรก และชอบการเรียนรู้นอกห้องเรียนมาก ๆ โดยเขาชอบกล้องถ่ายรูปมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.4 อีกทั้งยังชอบเล่นโมเดลเครื่องบิน ทำให้มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไก

“หอดูดาวแห่งชาติ”

ผมยังชอบต่อเลโก้มาก ๆ ด้วย ต่อจนได้รางวัลจากการประกวดโมเดลเครื่องบินหลายครั้ง และทุก ๆ ช่วงปิดเทอม คุณปู่ของผมก็มักจะพาหลาน ๆ ไปรวมตัวกันที่บ้านริมทะเลหัวหินเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยหนึ่งในกิจกรรมที่ฝังใจผมมากคือการได้นอนดูดาวริมทะเล ซึ่งพอย้อนคิดดู ผมว่ากิจกรรมที่คุณปู่พาไปทำนี้ มันปลูกฝังความผูกพันระหว่างผมกับท้องฟ้ายามค่ำคืนมาตั้งแต่ตอนนั้นก็ว่าได้” ดร.ศรัณย์ เล่าไว้

และ “แรงบันดาลใจกับดวงดาว” นั้น เขาเล่าว่า น่าจะเริ่มต้นขึ้นจริงจังช่วงปี 2519 ตอนเรียนชั้น ป.7 เมื่อเขาได้ใช้กล้องดูดาวของคุณลุงเพื่อส่องดูดาวเป็นครั้งแรก และบังเอิญมากที่วันนั้นเขาเห็นดาวเสาร์พร้อมวงแหวนชัดเจน และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเมื่อครอบครัวได้ย้ายบ้านมาอยู่ใกล้กับท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ ทำให้เขาจึงค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับดวงดาวด้วยตนเองจนยิ่งหลงใหลท้องฟ้ามากขึ้น กับเป็นจุดเริ่มต้นความฝันที่อยากทำให้ไทยมีหอดูดาวระดับมาตรฐานโลกตั้งแต่ตอนนั้น โดยหลังเรียนจบชั้น ม.6 เขาได้เลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นอันดับหนึ่ง แม้ไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง แต่ก็สอบเข้าได้ด้วยคะแนนสูง และได้รับทุน พสวท. รุ่นแรก ซึ่งเป็นทุนที่มุ่งผลิตนักวิจัย ไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ หลังจบปริญญาตรีเขาก็ได้ไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ University of Manchester สหราชอาณาจักร ในสาขา Polymer Science and Technology ก่อนจะต่อปริญญาเอกในสาขา Polymer Science/Chemical Engineering ที่ University of Bradford

ถ่าย “สุริยุปราคาเต็มดวง” ในไทย 24 ต.ค. 2538

เมื่อกลับมาประเทศไทย ดร.ศรัณย์ เริ่มเข้าทำงานใช้ทุนที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ ประมาณปี 2533 โดยทำงานที่กระทรวงวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ยุครัฐมนตรี ประจวบ ไชยสาสน์ จนมาถึงยุค รสช. จนหลังมีการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เขาจึงได้โอนเข้าสังกัด สวทช. ราวปี 2534 ซึ่งหลังทำงานใช้ทุนเกือบ 9 ปี เขาก็ได้ทำงานในฐานะนักวิจัยโดยเป็นผู้จัดการห้องปฏิบัติการวิจัย สังกัดศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)

แม้งานที่ทำจะไม่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์โดยตรง แต่ความฝันในการสร้างหอดูดาวแห่งชาติกลับไม่เคยจางหายไป” ดร.ศรัณย์ ย้อนกลับมาที่ “ความฝัน” อีกครั้ง ก่อนเล่าว่า ช่วงปี 2540 เขาเริ่มเสนอแนวคิดจัดตั้ง “สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ” โดยหวังให้เป็นหน่วยงานภายใต้ สวทช. ผลักดันให้มีหอดูดาวแห่งชาติที่ดอยอินทนนท์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บำรุง ไตรมนตรี นักประชาสัมพันธ์ผู้มีบทบาทสำคัญในกระทรวงวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น ซึ่ง ดร.ศรัณย์ บอกว่า ในช่วงเวลานั้นเป็นช่ว

ที่สหรัฐอเมริกาได้ทำการส่ง ยาน Mars Pathfinder ลงจอดบนดาวอังคารได้เป็นครั้งแรก ซึ่งคุณบำรุงคนนี้เองที่เป็นผู้พา ดร.ศรัณย์ เข้าพบเพื่อให้ข้อมูลกับ ยิ่งพันธ์ มนสิการ รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น ที่มีความสนใจในเรื่องอวกาศและดาราศาสตร์เหมือนกัน และเป็นคนที่ได้ตั้งคำถามสำคัญที่กระตุกความคิดวงการวิทยาศาสตร์ประเทศไทยว่า “เหตุใดไทยจึงไม่มีหน่วยงานวิจัยด้านดาราศาสตร์สักแห่ง” ทั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านดาราศาสตร์

กับ “ดาวหางจื่อจินซาน-แอตลัส”

“คุณไปเขียนโครงการมา” เป็นประโยคสั้น ๆ ที่รัฐมนตรียิ่งพันธ์สั่งกับทาง ดร.ศรัณย์ ให้กลับไปร่างโครงการที่จะทำให้ไทยเกิดการก้าวกระโดดด้านดาราศาสตร์ พร้อมกับเห็นด้วยว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีการจัดตั้งหอดูดาวแห่งชาติ แต่เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงที่ประเทศเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจจากค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้โครงการนี้จึงถูกพับเก็บไว้ชั่วคราว

อย่างไรก็ดี แต่จากการเสนอแนวคิดครั้งนั้นก็ได้จุดประกายครั้งสำคัญ จนทำให้เกิดการพลิกโฉมวงการดาราศาสตร์ไทยในที่สุด โดยเมื่อภาระทุนสิ้นสุดลง ดร.ศรัณย์ ได้ตัดสินใจลาออกจาก สวทช. และเดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือตามคำเชิญของ .มณฑล สงวนเสริมศรี เพื่อร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย และทาง ดร.ศรัณย์ เองก็เข้ารับตำแหน่งคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา ซึ่งเส้นทางชีวิตที่พลิกผันช่วงนี้นี่เองที่นำสู่โอกาสในการผลักดันให้มีการจัดตั้งหน่วยงานอย่าง “สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ” โดยตอนนั้นเขาได้มีโอกาสร่วมงานกับ กอบแก้ว อัครคุปต์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน เพื่อร่วมกันเสนอแผนงานต่อรัฐมนตรีหลายคน จนเรื่องนี้มาสำเร็จในยุค กร ทัพพะรังสี

ดร.ศรัณย์ เล่าไว้อีกว่า จุดเริ่มต้นที่มุ่งมั่นให้ดอยอินทนนท์เป็นที่ตั้งหอดูดาวแห่งชาตินั้น มาจากประสบการณ์จริงในปี 2540 ขณะที่ ดาวหางเฮลบอพพ์ (Hale-Bopp) ได้ปรากฏบนฟ้าเมืองไทย ซึ่งในช่วงนั้นเขากับเพื่อนสนิท 2 คน คือ สุวิทย์ พิพิธวณิชธรรม และ นาวาอากาศโทฐากูร เกิดแก้ว นักบินกองทัพอากาศ มักจะชอบมารวมตัวกันดูดาว และด้วยความรู้ของนาวาอากาศโทฐากูร ที่บอกว่า ความสูงของหมอกควันในภาคเหนือมักจะสูงไม่เกิน 2,000 เมตร จึงมองว่าดอยอินทนนท์น่าจะเป็นจุดเดียวในไทยที่สามารถมองเห็นดาวหางเฮล-บอพพ์ได้ด้วยตาเปล่า พวกเขา 3 คนจึงประสานขออนุญาตกับทางอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และเดินทางขึ้นไปสังเกตการณ์ ซึ่งท้องฟ้าที่นั่นใสจนมองเห็นทางช้างเผือกได้ตลอดหลายคืน นั่นคือจุดที่ทำให้ ดร.ศรัณย์ ปักธงในใจว่า ไทยจะต้องมีหอดูดาวแห่งชาติที่นี่ แม้จะไม่เคยเรียนดาราศาสตร์ในห้องเรียนมาก่อน

เรียนอยู่อังกฤษผมก็อ่านแต่หนังสือดาราศาสตร์ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะอะไรยิ่งใหญ่ แค่อยากให้ประเทศเรามีอะไรแบบนี้บ้าง” เขากล่าวอย่างเรียบง่าย พร้อมกับบอกว่า ประเทศอื่นในอาเซียนไม่เคยคิดทำดาราศาสตร์ เพราะมองเป็นเรื่องของคนรวย เป็นของเล่นนักวิชาการ แต่เขาตั้งคำถามว่า เราจะรอให้รวยถึงจะทำ? หรือเพราะเราไม่ทำเราถึงไม่รวย? …เป็นอีกเบื้องหลังการผลักดันหอดูดาวแห่งชาติโดย ดร.ศรัณย์ กับอีกหลาย ๆ คนที่เห็นประโยชน์และความสำคัญของเรื่องนี้

ทั้งนี้ เขายังบอกไว้ว่า เครือข่ายผู้มีบทบาททางวิชาการในมหาวิทยาลัยขณะนั้น ซึ่งมีเพียงไม่กี่แห่ง แต่มีบทบาทสูง ประกอบด้วย รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, .ประสาท สืบค้า คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, .ชยันต์ บุณยรักษ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และตัวเขาในฐานะคณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้รวมพลังผลักดันโครงการนี้อย่างไม่ย่อท้อ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นซึ่งยังไม่ได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาล สุดท้ายความตั้งใจก็สัมฤทธิ์ผล จนทำให้ประเทศไทยเกิด “หอดูดาวแห่งชาติแห่งแรก” บนดอยอินทนนท์ “และต้องขอบคุณผู้ร่วมก่อการคนสำคัญอย่างคุณศุภฤกษ์ คฤหานนท์ และ core team อีก 3-4 คน ที่เกาะติดกันมาตั้งแต่ต้น แม้แต่ละคนไม่รู้เรื่องดาราศาสตร์มาก่อน แต่พวกเราก็เรียนรู้ไปด้วยกัน” ดร.ศรัณย์ ระบุ

และจากคนที่ไม่รู้เรื่องดาราศาสตร์เลย แต่ทีมของ ดร.ศรัณย์ ได้กลายเป็นทีมงานระดับแนวหน้า ในฐานะทีมพัฒนา “หอดูดาวแห่งชาติบนดอยอินทนนท์” และหอดูดาวภูมิภาคในจังหวัดต่าง ๆ จนกลายเป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วประเทศ โดยในแต่ละปีจะมีนักเรียนและผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมมากกว่า 1 ล้านคน และหอดูดาวแห่งชาติที่ก่อตั้งขึ้นนี้ยังถือเป็นหอดูดาวระดับมาตรฐานโลกที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย “ทีมคือหัวใจสำคัญของทุกอย่าง ทีมจะดีหรือไม่ดี มันอยู่ที่กระดุมเม็ดแรกที่เราติด ยกตัวอย่างความสำเร็จของห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีอวกาศ ที่สามารถพัฒนาดาวเทียมได้ โดยใช้บุคลากรเพียงปริญญาเอก 1 คน ปริญญาโท 2 คน และที่เหลือเป็นปริญญาตรีทั้งสิ้น ซึ่งเป็นคำตอบว่ามันไม่จำเป็นต้องนับกันที่วุฒิ แต่มันอยู่ที่การจัดการ โดยช่วงแรกเราได้ส่งทีมไปอบรมทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ปีละคนสองคน แต่ขอแค่ให้ต่อเนื่อง เพราะเป้าหมายไม่ใช่ผลิตนักวิจัยจำนวนมาก แต่คือการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง และเราไม่ได้ทำฟิสิกส์ดาราศาสตร์อย่างเดียว แต่เราพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูงจากโจทย์ดาราศาสตร์ด้วย ซึ่งตรงนี้คือจุดเด่นของเราที่ทำได้ดีไม่แพ้ใคร”ดร.ศรัณย์พูดเรื่องนี้

พร้อมกันนี้เขายังบอกไว้อีกว่า หอดูดาวของไทยแม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่เทียบได้กับหอดูดาวขนาดใหญ่ทั่วโลก ซึ่งเขาและทีมงานได้ไปดูงานมาหมดแล้วทุกแห่ง จึงนำประสบการณ์ที่ได้พบเห็นมาปรับใช้ จนหอดูดาวของไทยประสบความสำเร็จมากด้วยวิธีการในแบบของเราเอง และตัวเขาเองเล็งเห็นความสำคัญของวิศวกรรมศาสตร์ในดาราศาสตร์ จึงจัดตั้งทีมวิศวกรขึ้นมาเฉพาะ เพราะเทคโนโลยีทางดาราศาสตร์นั้นมันอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่ยากที่สุดที่มนุษย์จะสร้างได้ ดังนั้นจึงจะต้องใช้อุปกรณ์ที่สามารถรับสัญญาณที่อ่อนมาก ตั้งแต่ย่านคลื่นวิทยุไปถึงรังสีเอกซเรย์ ซึ่งความยากระดับนี้ทำให้เทคโนโลยีที่เกิดจากดาราศาสตร์หลุดเข้าสู่อุตสาหกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น กล้องดิจิทัล, ระบบ Wi-Fi ที่ดัดแปลงจากเทคโนโลยีกล้องโทรทรรศน์วิทยุ หรือแม้แต่เทคนิคการสร้างภาพทางการแพทย์ อย่าง CT Scan และ MRI หรือแม้แต่เรดาร์แบบสังเคราะห์หน้ากล้อง ซึ่งเทคโนโลยีทั้งหมดเหล่านี้ล้วนมีรากฐานจากวงการดาราศาสตร์ทั้งสิ้น

พาครอบครัวดูสุริยุปราคาทั่วโลก

ในช่วงท้าย ดร.ศรัณย์ ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ NARIT ย้ำว่า ที่นี่มีวิศวกรฝีมือเยี่ยมในทุก ๆ สาขา จึงสามารถทำชิ้นงานที่ละเอียดระดับโลกได้ในประเทศไทย โดยมีข่าวดีคือ ในปีหน้า ปี 2569 เราจะส่งอุปกรณ์ที่เป็นเมดอินไทยแลนด์ไปถึงดวงจันทร์แล้ว โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่มีขาย แต่สร้างคนไทยให้เก่งขึ้น ซึ่งอนาคตข้างหน้าจะช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องผลักดันต่อไปคือการแปลงองค์ความรู้ NARIT ให้เป็นรายได้ที่ยั่งยืน ผ่านการ Spin-off เทคโนโลยีไปสู่ Start-up ต่าง ๆ ซึ่งเขาทิ้งท้ายว่า “การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง หรือ Deep Tech คือความหวัง เพราะหากเราหวังแต่พึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติ โดยไม่มีอะไรของตัวเอง ยังไงก็ไปได้ยาก แต่ถ้าเราหันมาทุ่มเททำ Advanced Engineering ส่วนตัวเชื่อว่าจะช่วยให้ประเทศไทยรอด เพราะสิ่งที่จะทำให้ GDP ไทยยั่งยืนได้คือเรื่อง Advanced Technology ที่มองว่า สิ่งนี้จะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่…จะช่วยทำให้ไทยหลุดพ้นกับดักรายได้”.

แรงใจสำคัญ’ กับ ‘ภารกิจสำคัญ’

“ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา” ยังบอกไว้ด้วยว่า วันนี้ที่ทำทุกอย่างที่ฝันไว้ได้สำเร็จ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ “แรงสนับสนุนจากครอบครัว” ซึ่งถึงแม้ในครอบครัวของเขาจะไม่มีใครเดินเส้นทางนี้เหมือนกัน แต่ทุก ๆ คนก็พร้อมซัพพอร์ตสนับสนุนเส้นทางที่เขาเลือกเดินเสมอ อย่าง “ภรรยา-ผกามาส” ถือเป็นแรงใจสำคัญที่สุด เพราะให้การสนับสนุนในทุก ๆ เรื่องที่เขาเลือกทำ ขณะที่ลูก ๆ ทั้ง 2 คน แม้จะไม่ได้ทำงานด้านดาราศาสตร์ แต่ก็เรียกได้ว่าเติบโตมาในครอบครัวที่เดินทางไปดูสุริยุปราคาทั่วโลก จึงซึมซับและเข้าใจในงานของเขาได้เป็นอย่างดี “ผมมักจะย้ำกับทุกคนที่ทำงานกับผมเสมอว่า ขอให้ทำงานด้วยความบ้าจริงจัง เพราะผมเชื่อว่าสักวัน NARIT จะต้องเป็นหน่วยงานระดับโลกได้ ซึ่งผมเชื่อว่า NARIT จะเป็นองค์กรแรกของไทยที่สามารถประกาศได้เต็มปากว่าเราอยู่ระดับแถวหน้าของโลกเช่นกัน”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน