ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้เศรษฐกิจไทยแทบมองไม่เห็นทางออก เพราะสารพัดปัญหาที่ทับถมกันเข้ามามีมากมายไปหมด ทั้งปัญหาเก่าเชิงโครงสร้างที่ค้างมานานนับ 10 ปี จนประเทศเพื่อนบ้านเดินหน้าแซงหน้าประเทศไทยไปแบบไม่เห็นฝุ่น หรืออาการลองโควิดที่หนี้สินท่วมหัว ทั้งหนี้สาธารณะของภาครัฐก็ใกล้เต็มเพดาน 70% ขณะที่หนี้ครัวเรือนชาวบ้านก็สูงลิบลิ่ว กดกันไม่ลง จนเวลานี้เข้าใกล้ 90% จนโดนยึดรถ ยึดบ้าน กลายเป็นหนี้เสียกองมหึมา

ฉายภาพสารพัดปัญหา

ไม่เพียงเท่านี้…ยังต้องมาผจญปัญหาทุบหมอข้าวภาคการท่องเที่ยว จากเคยเป็นพระเอกแต่อยู่ดี ๆ ก็เจอจีน ยกเลิกมาเที่ยวไทยแบบดื้อ ๆ จนสะเทือนให้ยอดท่องเที่ยวครึ่งปีแรกเหลือเพียง 16.6 ล้านคน ติดลบไป 4.56% ส่วนภาคการส่งออกที่เคยเป็นร่างทอง บวกตลอด 8 เดือนติด มาในครึ่งปีหลังก็ทำท่าจะติดลบได้  หลังครบกำหนดการชะลอขึ้นภาษีตอบโต้จากสหรัฐวันที่ 8 ก.ค.นี้  จนถึงวันนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมว่า ผลการเจรจาไทย-สหรัฐจะออกมาในรูปแบบใด มิหนำซ้ำ…ไทยยังถูกแรงกดดันจากการมีปัญหากับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา จนภาคการค้าชายแดนที่เคยเป็นจุดแข็ง ต้องสั่งปิดด่าน อาจทำให้เศรษฐกิจเสียหายถึง 60,000 ล้านบาทกันทีเดียว

ล่าสุดยังรวมไปถึงความวุ่นวายทางการเมือง ที่ตัวรัฐบาลเองอยู่ในสถานะง่อนแง่น เสียงปริ่มน้ำ แถมนายกฯ โดนสั่งพักงานชั่วคราว และปรับ ครม.กันฉุกละหุก ประกอบกับการปลุกม็อบชุมนุมขับไล่รัฐบาลย้อนบรรยากาศเหมือน 20 ปีที่แล้ว ทำให้กังวลว่านโยบายเศรษฐกิจ หรือเรื่องค้าง ๆ คา ๆ อย่างการจัดทำงบประมาณ จะสำเร็จหรือไม่ เหล่านี้เป็นปัญหามะรุมมะตุ้ม ซ้ำเติมไทยอย่างหนักหน่วง จนทำให้จีดีพีปี 68 อาจโตเหลือไม่ถึง 2%

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บรรดาภาคเอกชนต้องหาทางเดินให้ได้โดย “ทีมเศรษฐกิจเดลินิวส์” ได้สำรวจหลากหลายทัศนะที่จะมาถ่ายทอดวิธีการเอาตัวรอดของแต่ละคน

รับมือสารพัดความเสี่ยง

เริ่มจาก “สมพร สืบถวิลกุล” นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย  ฉายภาพให้เห็นว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยในครึ่งปีหลังมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าค่อนข้างมาก  และอาจไม่ดีเท่ากับช่วงไตรมาสแรกและจะเจอกับแรงกดดันจากการบริโภคที่ชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนหดตัว ทำให้ทั้งปี 68 เติบโตได้เพียง 1.3-2.3% ส่วนทิศทางประกันวินาศภัยช่วงต่อจากนี้ มีแนวโน้มขยายตัวได้น้อยกว่าไตรมาสแรกที่เติบโตได้ 3.81% เช่นกัน

แต่มองว่า ธุรกิจประกันยังมีความแข็งแกร่ง และทั้งปีจะโตได้ 1.5-2.5%  มีเบี้ยรับรวม 2.91-2.94 แสนล้านบาท แต่ก็รองรับสารพัดแรงกระแทก ทั้งการเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐจะทำให้การค้าการส่งออกชะลอตัวลง และมีผลต่อการประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ขณะที่ปัญหาสงครามราคารถไฟฟ้า และการยื่นล้มละลายของบางค่าย ทำให้มียอดสั่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าชะลอลง จนอาจมีผลต่อประกันรถยนต์

ส่วนประกันที่คาดว่าจะเติบโตดี คือ ประกันอัคคีภัย ซึ่งไตรมาสแรกมีเบี้ย 2,509 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.83% และช่วงที่เหลือของปีน่าจะโตได้อีก เป็นผลจากเหตุแผ่นดินไหวทำให้ประชาชนหันมาซื้อประกันเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังมีความท้าทายในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ภาคธุรกิจประกันภัยต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทั้งด้านความเสี่ยงใหม่ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมกับนำเอไอเข้ามาใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ

เร่งวิเคราะห์-ปรับตัว

“ฐิตาภา สวัสดิรักษา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สระแก้ว ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่สระแก้วในชื่อซิตี้ปาร์ค กรุ๊ป ระบุว่า ปีนี้เป็นปีที่ธุรกิจของซิตี้ ปาร์ค กรุ๊ปชะลอตัวที่สุด ตั้งแต่เปิดโครงการมากว่า 16 ปี  โดย  4 เดือนแรกปี 68 ยอดขายน้อยที่สุด แต่บริษัทก็พยายามปรับตัวต่อเนื่อง เพื่อดูแลรักษาพนักงานไว้  ไม่ลดเงินเดือน ไม่ลดสวัสดิการ แต่จะพูดคุยให้พนักงานร่วมกันปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้

ที่ผ่านมาได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ปรับทิศทางธุรกิจ สินค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยพบว่ากลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มข้าราชการ ซึ่งเป็นตลาดกลางถึงบนยังมีโอกาสไปต่อได้ เราจึงลุยเจาะตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น ส่วนกลุ่มไหนที่ชะลอตัวก็ยังไม่เน้น เช่น ตอนนี้ในสระแก้วเราลุยกลุ่มตลาดบนเป็นบ้าน 2 ชั้น แต่ที่อรัญประเทศจะเป็นกลุ่มลูกค้าแบบธุรกิจส่วนตัว พร้อมกับชูจุดแข็งของเรา คือบริการให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าในการซื้อ พร้อมกับนำบ้านเปล่ามาตกแต่งเป็นบ้านพร้อมอยู่ หรือถ้ายังขายไม่ได้ก็ปล่อยเช่าระยะยาว หากชอบก็ซื้อได้เลย

ส่วนพื้นที่ไหนมีศักยภาพสามารถทําคอมมูนิตี้ ก็เปิดให้เช่าธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ เช่น เรื่องการศึกษา โรงเรียนสอนพิเศษ เพื่อพัฒนาจังหวัดสระแก้วด้วย ตอนนี้เราต้องปรับตัวทุกอย่าง นำข้อมูลมาปรับปรุงตลอดเวลา ส่วนผลกระทบความขัดแย้งของไทย-กัมพูชา ในภาคธุรกิจอสังหาฯ จะได้รับผลกระทบทางอ้อมมากกว่า เช่น ผู้รับเหมาใช้ลูกจ้างที่เป็นกัมพูชา แต่ก็ไม่มาก 

ฟอร์ด” เชื่อ 2 ปีฟื้น

ด้าน “รัฐการ จูตะเสน” กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย บอกว่า จากปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน และเรื่องการเมืองย่อมกระทบต่อภาพรวมธุรกิจ แต่มองว่าปัจจัยการเมืองเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป เป็นวัฏจักรเช่นนี้ ซึ่งภาคธุรกิจคุ้นชินแล้ว อาจจะมีผลกระทบบ้างทางจิตวิทยาระยะแรก แต่เมื่อปรับตัวได้สถานการณ์ต่าง ๆ ก็กลับสู่ปกติ ขณะที่ปัจจัยภายนอกประเทศ อย่างปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และภาษีทรัมป์ ตรงนี้ภาคธุรกิจก็ต้องระมัดระวังและรอดูท่าที แต่เชื่อว่าไทยไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงนัก 

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เชื่อว่าทั้งปีนี้จะขายได้รวม 570,000 คัน โดยการชะลอตัวจะเกิดขึ้นในช่วงนี้เท่านั้น เนื่องด้วยปัจจัยขับเคลื่อนยังไม่ชัดเจนและแบงก์เข้มงวดการปล่อยกู้สถาบันและหนี้ครัวเรือนสูง หากปัญหาคลี่คลายเชื่อว่าปี 70 จะดีขึ้น โดยทยอยฟื้นตัวตั้งแต่ปี 69 ที่ยอดขายจะขยับเพิ่มเป็น 630,000 คัน  

ส่วนของฟอร์ดซึ่งเป็นบริษัทที่มีธุรกิจที่มั่นคง เพราะปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้วหลังจากโควิด-19 เน้นความกะทัดรัด ตัวแทนจำหน่ายเข้มแข็ง รวมถึงโรงงานผลิตยังสามารถส่งออกได้ต่อเนื่องเกือบแสนคัน และแผนในอนาคต แม้มีเพียงรถกระบะและรถอเนกประสงค์  แต่ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า รวมทั้งเน้นทำการตลาดร่วมกับพันธมิตรเพื่อขยายฐานลูกค้าด้วย ในภาพรวมแล้ว ทั้งเศรษฐกิจ ทั้งอุตสาหกรรมรถ ยังเดินหน้าได้ แต่ต้องใช้เวลาปรับตัว และ 2 ปีจากนี้ก็จะเห็นผลบวกที่มีความชัดเจน 

ประเมินความเสี่ยง

ขณะที่ “สมชาย อัศวปิยานนท์” ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายแซนด์วิชอบร้อนในเซเว่นอีเลฟเว่น มองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่ดีเหมือนกันทั่วโลก ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ไม่กล้าใช้เงิน บางส่วนก็เป็นหนี้ครัวเรือนเยอะ ส่งผลให้กำลังซื้อลดลง และกระทบต่อยอดขายสินค้าตามมา แต่ก็มองกลุ่มสินค้าที่จำเป็น เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่น่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

สำหรับบริษัทได้ตั้งรับด้วยการประเมินความเสี่ยงตลอดเวลา ทั้งวัตถุดิบ แป้ง เนย รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง หากเห็นว่าวัตถุดิบเริ่มแพง ก็จะล็อกสต๊อกไว้ล่วงหน้า รวมถึงมีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอยู่ตลอด ตลอดจนการคิดออกสินค้าใหม่ต่อเนื่องเพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย

ส่วนปัญหาแรงงานที่ก่อนหน้านี้เป็นชาวกัมพูชาเป็นหลัก ก็มีการดูแลเลื่อนตำแหน่งให้ทำให้บางส่วนยังอยู่กับบริษัทแต่บางส่วนที่กลับประเทศไป 300 คนก็ไม่กระทบ เพราะสามารถหาแรงงานเมียนมาทดแทนได้ทันเวลา ทำให้ปัจจุบันมีแรงงานทั้งหมด 3,000 คน คนไทย 600 คน กัมพูชาลดจาก 1,200 คน เหลือ 800 คน ส่วนเมียนมาจาก 1,000 คน เพิ่มเป็น 1,300 คน และลาวอีก 200 คน 

แข่งดุสงครามราคา

จักรกฤติ สายสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บมจ.มากุโระ กรุ๊ป  กล่าวว่า ปัญหากำลังซื้อที่ซบเซาครึ่งปีแรก ทำให้ภาพรวมตลาดร้านอาหารชะลอตัวลง โดยเฉพาะสาขาใจกลางเมือง ที่ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวลดลง ขณะเดียวกันพนักงานออฟฟิศใจกลางเมืองเองก็ประหยัดไม่กล้าใช้เงิน สวนทางกับสาขาย่านชานเมืองที่ยอดขายยังดีอยู่ เพราะมีกำลังซื้อสูงมีหมู่บ้านใหญ่ ๆ จำนวนมาก

ส่งผลให้ร้านอาหารเริ่มใช้กลยุทธ์สงครามราคาดุเดือด ทำโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม เพื่อกระตุ้นด้านการใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด เช่นเดียวกับบริษัทซึ่งเดิมไม่มีแผนในการทำโปรโมชันหรือเล่นสงครามราคา แต่ปีนี้ได้ใช้โอกาสฉลองครบรอบ 10 ปีของมากุโระหันมาจัดโปรโมชัน นำวัตถุดิบราคาสูงที่คนไทยชอบมาขายในราคาโปรฯ ซึ่งทำมาแล้ว ซีรีส์ จาก 10 ซีรีส์ทำให้ยอดขายกลับมาเป็นบวก จึงเตรียมต่อยอดโปรโมชันยาวถึงสิ้นปีและยังได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ชื่อ บินชู อาหารญี่ปุ่นย่างทานแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมสาขาแรกที่เมกาบางนา ในราคาที่เข้าถึงเริ่มต้น 300 บาทต่อคนให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ และในช่วงเดือน ส..68 นี้ จะเปิดตัวร้านอาหารญี่ปุ่นเพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์ จำหน่ายอาหารราคาเฉลี่ยคนละ 400 บาท ถือเป็นราคาที่เข้าถึงง่าย เหมาะกับเศรษฐกิจยุคนี้เช่นเดียวกัน 

ชอบลงทุนสวนกระแส

ด้าน “ตัน ภาสกรนที” ผู้ก่อตั้ง บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ให้ความเห็นไว้ด้วยว่า ภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง แม้หลายฝ่ายมองว่ายังไม่ดีขึ้น ก็ไม่เป็นไร แต่ในมุมมองของตน ชอบที่จะลงทุนในช่วงภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งใช้หลักคิดนี้ทำธุรกิจมาตั้งแต่ 30  ปีก่อนแล้ว  เพราะทุกวิกฤติยังมีโอกาส และต้องเตรียมพร้อมที่จะรับวิกฤติที่อาจจะวนกลับมาได้ตลอด สำหรับประเทศไทยแม้ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี เติบโตน้อย แต่ก็มองว่าบางเซ็กเตอร์ยังโตได้ เช่น เรื่องสุขภาพ และท่องเที่ยวที่ยังพอไปได้ ซึ่งบริษัทของตนที่ทำธุรกิจโรงแรมที่เชียงใหม่ ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เริ่มมีนักท่องเที่ยวกลับมาบ้างแล้ว  ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปเยอะ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นมาทดแทน ขณะที่กำลังซื้อของคนไทย มองว่ายังมีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้สูง โดยคนที่รวยก็ยังรวยอยู่

ปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ผมไม่เคยเอามาคิดในเรื่องการทำธุรกิจ ผมชอบสวนกระแส คิดว่ายังมีโอกาส ซึ่งมองว่าธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพยังไปได้อยู่ โดยผมจะไม่พยายามกู้เงินมาทำธุรกิจ อย่างโครงการ วันชีจรรย์ ที่พัทยา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและจัดอีเวนต์ระดับพรีเมียมมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ก็นำเงินจากการขายที่ดินที่ทองหล่อ มาต่อยอด” 

ครึ่งปีหลังแย่แน่

หันมาที่นักเศรษฐศาสตร์อย่าง “อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ระบุว่า เวลานี้เศรษฐกิจไทยกำลังเจอเรื่องร้อนเต็มแรง มีความเสี่ยงที่จะเติบโตได้ช้าลงในช่วงครึ่งปีหลัง โดยทั้งปีจีดีพีไทยจะโต 1.8% โดยมีความเดือดดาลทางการเมืองระหว่างประเทศและในประเทศค่อนข้างฉุดรั้งความเชื่อมั่น

“เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกเติบโต 3.1% จึงไม่อยากให้ดีใจมาก ทั้งมาจากมาตรการแจกเงินภาครัฐ และการเร่งส่งออกไปสหรัฐ แต่ย่างเข้าไตรมาส 2 เริ่มเห็นความเสี่ยงปะทุเข้ามาจากปัจจัยสงครามการค้า ความขัดแย้งตะวันออกกลาง และปัญหาการเมืองในประเทศ ที่สำคัญต้องจับตาดูว่า เศรษฐกิจไทยจะชะงักงัน ลากยาวทั้งปีหรือไม่ โดยไตรมาส 2 คาดว่าจะโต 2.2% ขณะที่ครึ่งปีหลังอาจเห็นตัวเลขไตรมาส 3 โต 1.1%  และไตรมาส 4 โต 0.7% และหากเจอปัญหาสงครามน้ำมัน หรือการเมืองไทยยืดเยื้อ จะกดดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่ำสุดเหลือเพียง 1.4%”

เหล่านี้เป็นมุมมองของแวดวงคนทำธุรกิจ ที่ต่างออกมาแชร์แนวทาง รวมไปถึงแลกเปลี่ยนวิธีปรับตัว เผื่อนำไปประยุกต์ใช้ ให้มีลมหายใจรอดต่อไปได้ โดยไม่ต้องฝากความหวัง หรือรอพึ่งพาจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว.