ทั้งนี้ ข้อบัญญัติดังกล่าว “เป็นกฎหมาย” ซึ่งกฎหมายนี้ “จะมีผลบังคับใช้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ 10 .. 2569” ซึ่งถ้าใครมีสัตว์เลี้ยงเยอะ ๆ ล่ะก็…ยิ่งต้องศึกษาข้อกฎหมายดังกล่าวเพื่อเตรียมการมิให้เกิดการฝ่าฝืนกฎหมาย ขณะที่เรื่องการ “เลี้ยงสัตว์เป็นลูก” นี่ก็เป็น “ปรากฏการณ์ที่น่าพิจารณา”

ยุคนี้ “ทัศนคติต่อสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนไป”

เรื่องนี้ “ฉายภาพอารมณ์ของคนยุคนี้”

เกี่ยวกับการ “เลี้ยงสัตว์เป็นลูก”ที่ ณ ที่นี้จะพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูล มีศัพท์เรียกรูปแบบความสัมพันธ์ลักษณะนี้ว่าPet Humanization”ซึ่งเรื่องนี้ รศ.ดร.ศุทธิดา ชวนวัน นักวิจัย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สะท้อนไว้ใน วารสารประชากรและการพัฒนา ปีที่ 45 ฉบับที่ 1 ต.ค.-พ.ย. 2567 ว่า… เมื่อปัจจุบันประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มการ อยู่เป็นโสด หรือ แต่งงานแล้วไม่ต้องการมีลูก มากขึ้น รวมถึงมี คนวัยเกษียณที่อาศัยอยู่คนเดียวลำพัง เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กรณีนี้ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยต้องตกอยู่ในสภาวะ “อ้างว้างโดดเดี่ยว” หรือ “ซึมเศร้าจากความเหงา” โดยที่หลาย ๆ คนพยายาม“หาวิธีชดเชยความรู้สึก” และหลาย ๆ คนก็พบว่า “สัตว์เลี้ยงคือคำตอบที่ช่วยชดเชยเติมเต็ม”

ทางนักวิจัยท่านดังกล่าวได้สะท้อนไว้ว่า… สังคมไทยขณะนี้มีคนจำนวนมากที่มีแนวโน้มต้องอยู่ลำพังคนเดียว ทำให้หลายคน “กลัว” ที่จะต้อง “ป่วยทางจิต” หรือ “มีปัญหาสุขภาพจิต” อันเกิดขึ้นจากความเหงา หรือไม่ก็จากความรู้สึกไร้ค่า ซึ่งจาก ความกังวล ความกลัวจะเกิดปัญหาสุขภาพจิต ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะ “พึ่งสัตว์เลี้ยง” โดยช่วงแรก ๆ นั้นอาจจะเลี้ยงสัตว์เอาไว้แค่เพียงเพื่อให้หายเหงาเท่านั้น แต่พอระยะเวลาผ่านไปก็อาจ “รู้สึกผูกพัน” ขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้…

สัตว์เลี้ยง” เป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิต”

เป็น “ส่วนสำคัญของชีวิตครอบครัว”

จากการที่คนยุคนี้อยู่ภายใต้ “สังคมเหงา” ก็เลยยิ่งง่ายมากขึ้นที่จะทำให้ มุมมองที่มีต่อสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต ที่เดิมอาจคิดเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา แต่สมัยนี้บางคน “รู้สึกว่าสัตว์เลี้ยงคือสมาชิกสำคัญของครอบครัว” ด้วย ดังนั้น จึงไม่แปลกที่หลาย ๆ คน เลี้ยงสัตว์ในลักษณะใกล้เคียงกับการเลี้ยงลูก จึงเกิดคำว่า Pet Humanization”ขึ้นเพื่อใช้อธิบายถึง ทัศนคติและมุมมองที่เปลี่ยนไปของคนที่มีต่อสัตว์เลี้ยง …ทาง รศ.ดร.ศุทธิดา ระบุไว้ถึงที่มาเรื่องนี้

นอกจากนี้ก็ยังระบุเอาไว้ว่า… ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ได้ส่งผลต่อ “ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์และสัตว์” ที่ปัจจุบัน “สัตว์เลี้ยงกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตผู้คน” โดยสังเกตได้จากสรรพนามที่ใช้เรียกแทนตนเองและสัตว์ที่เลี้ยง และหลายคนพร้อม“ทุ่มเทการดูแลให้สัตว์เลี้ยงแบบไม่มีข้อจำกัด” ยอมจ่ายเงินทองเต็มที่เพื่อแลกกับคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยง

ที่นักวิจัยท่านดังกล่าวระบุถึงกรณี “สรรพนาม” นั้น ก็อย่างที่ทราบ ๆ คือ…หลาย ๆ คนเรียกตนเองว่า“พ่อ” “แม่” เรียกสัตว์ที่เลี้ยงว่า “ลูก”ขณะที่นักวิจัยท่านเดิมก็ยังระบุถึง “ปัจจัยกระตุ้นปรากฏการณ์” เรื่องนี้ไว้ว่า… นอกจากเหงา ก็ยังมาจากค่านิยมการมีบุตรเปลี่ยนไป โดยคู่แต่งงานหลายคู่ไม่อยากมีลูก เพราะกังวลกับค่าใช้จ่ายที่มีต้นทุนสูงขึ้น และอาจเกิดจากค่านิยมคนรุ่นใหม่ที่รักอิสระ ไม่อยากแต่งงาน อยากอยู่เป็นโสด เพราะต้องการหาประสบการณ์ชีวิต”

ทาง รศ.ดร.ศุทธิดา ชวนวัน นักวิจัยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ยังระบุไว้เพิ่มเติมด้วยว่า… เคยมีผลสำรวจจำนวนคนที่เลี้ยงสัตว์แบบ Pet Humanization” ที่เป็นการเก็บข้อมูลโดย วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จากคนไทย 1,046 คน ช่วงอายุ 24-41 ปี ซึ่งพบว่า… กลุ่มตัวอย่างมากกว่า 49% เลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นลูก และกว่า 39% พร้อมยอมจ่ายเพื่อเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงของตนเอง โดยระดับค่าใช้จ่ายจะผกผันไปตามมุมมองที่มีต่อสัตว์เลี้ยงของผู้เลี้ยง กล่าวคือ… หากมองสัตว์เลี้ยงเป็นลูก ค่าใช้จ่ายจะยิ่งสูงขึ้นซึ่งหลาย ๆ คนก็พร้อม “ทุ่มเทเงินทองและเวลา” เพื่อ “ดูแลสัตว์เลี้ยงให้ดีมากที่สุด”

โดยที่ปรากฏการณ์ Pet Humanization” เรื่องนี้นั้น… ในทางวิชาการ มองในมุมประชากร ก็อาจทำให้เห็นปัญหาเรื่องโครงสร้างประชากร โดยการเลือกที่จะ “เลี้ยงสัตว์ทดแทนการมีลูก” ย่อมส่งผลให้อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง…ที่กระทบจำนวนประชากรวัยทำงานของไทยที่มีน้อยลงตามไปด้วย หากแต่ในอีกมุมก็เป็นเรื่องดีที่ “สัตว์เลี้ยงช่วยเติมเต็มอารมณ์ความรู้สึกที่เว้าแหว่ง”ของคนในยุคนี้ ทำให้หลายคนมีชีวิตชีวามากขึ้น หรือทำให้มีเป้าหมายชีวิตจนอยากที่จะมีชีวิตยืนยาวต่อไป

ทั้งนี้ จากที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” สะท้อนต่อข้อมูลมาถึงบรรทัดนี้ ก็คงจะพอเห็นภาพว่าสำหรับการ “เลี้ยงสัตว์เป็นลูกโดยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ” ผู้ที่เลี้ยงก็คง “ยิ่งต้องเตรียมตัวเตรียมใจ” กับการมี “ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการควบคุมและปล่อยทิ้งสัตว์ พ.ศ. 2567”ที่จะมีผลบังคับใช้ 10 ม.ค. 2569 หรืออีกราว 6 เดือนข้างหน้า… อย่างประเด็น จำกัดจำนวนสัตว์ตามขนาดพื้นที่ที่คนเลี้ยงอยู่อาศัยนั้น ถ้า ใครเลี้ยงสัตว์เป็นลูกไว้เยอะ ๆ เกินข้อกำหนด…ก็คงวุ่น!! แน่ ๆ

ก็ “ต้องเตรียมตัวเตรียมใจแต่ตอนนี้”

หาก “ต้องให้ลูก ๆ ย้ายไปอยู่ที่อื่น”

คง “ทำใจยาก…ดังถูกพรากลูก!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์