ซึ่ง “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวมาสะท้อนต่อ เกี่ยวกับพระรูปหนึ่งซึ่งได้ฉายาว่า “ตุ๊พี่แห่งวัดร้องหลอด” ที่ทาง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีการเผยแพร่เรื่องราวไว้ วันนี้ลองมาติดตามเรื่องราวดี ๆ กัน…
“พระครูพิศาล สังวรคุณ” คือพระรูปดังกล่าวนี้ ที่ชาวบ้านและเด็ก ๆ เรียกติดปากว่า “ตุ๊พี่” โดยพระรูปนี้เป็น เจ้าอาวาส วัดร้องหลอด ต.เมืองพาน จ.เชียงราย ซึ่งมีบทความใน เว็บไซต์ กสศ. ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวน่าสนใจของพระรูปนี้ไว้ว่า ไม่เพียงทำให้การเข้าวัดไม่น่าเบื่อ แต่ยังเปลี่ยนให้การเข้าวัดสำหรับเด็ก ๆ เป็นเรื่องสนุกทุกครั้ง แถมยังเปิดกว้างให้ทุกคนใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ จากวัดได้ เช่น ให้ยืมเตียงสำหรับผู้ป่วย ให้ผู้ใหญ่พาเด็ก ๆ มาซ้อมดนตรีในพื้นที่ในตอนเย็น และก็มีผู้คนนิยมเข้าไปนั่งเล่นที่น้ำตกที่คาเฟ่ซึ่งมีอยู่ภายในวัด ขณะที่ที่ตลาดหน้าวัดก็มีผู้ชื่นชอบที่จะไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์

พระครูพิศาล สังวรคุณ
“ทำไมต้องปล่อยให้เด็ก ๆ เป็นเรื่องของโรงเรียนอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่วัดก็ช่วยทำควบคู่ไปได้” นี่เป็นแนวคิดที่พระครูพิศาล สังวรคุณหรือ “ตุ๊พี่แห่งวัดร้องหลอด” บอกเล่าไว้กับ มยุรา ยะทา ผู้เขียนบทความซึ่งเผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ของ กสศ. โดยพระรูปนี้ยังได้ขยายความแนวคิดเรื่องนี้ไว้ว่า อยากทำให้การเดินเข้ามาที่วัดเป็นเรื่องปกติ จึงเปลี่ยนวัดให้ไม่ยึดติดแค่การเป็นวัดเท่านั้น โดยได้พัฒนาวัดร้องหลอดแห่งนี้ให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาล้านนา” เพราะ “อยากทำให้วัดทำหน้าที่ร้อยรัดคนในสังคมให้สามัคคี” เหมือนในอดีต
พระครูพิศาล บอกเล่าไว้อีกว่า แรงบันดาลใจที่จุดประกายให้ทำเรื่องนี้เริ่มจากการเห็นตัวตนของเด็ก-เยาวชน รวมถึงอยากให้มี พื้นที่รองรับให้กับเด็กที่หลุดระบบ ให้ได้เรียนรู้ จนเกิดเป็นการพัฒนาขึ้นภายใต้ “โครงการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษาบนฐานเครือข่ายชุมชน” โดย “วัดร้องหลอด” เป็น 1 ใน 40 กรณีศึกษาของโครงการนี้ ภายใต้การสนับสนุนจาก กสศ. ด้วยเหตุนี้ภาพเด็กวัยรุ่นขี่มอเตอร์ไซค์เป็นกลุ่ม ๆ เข้ามานั่งเรียนทำเล็บที่ศาลาวัด หรือมานั่งเล่นบอร์ดเกม และรวมตัวกันที่คาเฟ่ของวัด จึงไม่ใช่ภาพประหลาดหรือเรื่องแปลกของคนในชุมชน เพราะที่นี่วัดคือของทุกคน

ตุ๊พี่แห่งวัดร้องหลอด ระบุไว้ต่อไปว่า ส่วนตัวมองว่าสังคมจะดีต้องเริ่มจากเด็ก ไม่ใช่ผู้ใหญ่ จึงพยายามผลักดันโครงการนี้ขึ้นเพื่อนำเด็ก ๆ นอกระบบมาเรียนรู้ตามทักษะชีวิตที่ต้องการ โดยมี “เต้ย–รณชัย คำปิน” และ “กร–ปกร นาวาจะ” เป็นผู้ดำเนินงานโครงการ ซึ่งการเรียนรู้ทั้งหมดตลอดโครงการจะเกิดขึ้นที่ศาลา หรือในบริเวณวัดร้องหลอด “นอกจากสร้างพื้นที่ขึ้นแล้ว วัดยังจัดงานชื่อกาดละอ่อน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพของตัวเอง” พระครูพิศาล ระบุไว้
ขณะที่ “คีย์แมนเบื้องหลัง” อย่าง “กร–ปกร” บอกเล่าไว้ว่า เมื่อนึกถึงผู้ใหญ่หรือพื้นที่ที่สนับสนุนเด็ก ๆ ในพื้นที่เมืองพาน สิ่งแรกที่เขาคิดคือวัดร้องหลอด เขาและ เต้ย จึงเข้ามาปรึกษากับเจ้าอาวาสวัดร้องหลอดแห่งนี้ถึงโครงการดังกล่าว ซึ่งหลังจาก พระครูพิศาล ได้รับทราบก็ไฟเขียวอนุญาตทันที โดยยังบอกกับเขาและเต้ยด้วยว่า “เอาเลย…ทำเลย”กร เล่าไว้
ด้าน พระครูพิศาล ก็เสริมจากกรไว้ว่า แต่เดิมทุกเย็นที่วัดร้องหลอดก็จะมีการฝึกสอนเด็ก ๆ ให้ตีกลอง หรือเสาร์อาทิตย์ก็มีการทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์บริเวณวัด ซึ่งตุ๊พี่จะเป็นผู้ฝึกสอนเองบางครั้ง โดยมีหลักคิดว่าการดึงเด็กให้มาที่วัดคือรากฐานการแก้ปัญหาสังคม และต้องเริ่มจากเด็ก ไม่ใช่ผู้ใหญ่ โดยใช้วัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมได้ผลกว่าการออกคำสั่งให้ทำตาม

“เต้ย-รณชัย คำปิน” และ “กร-ปกร นาวาจะ”
“ตอนปี 2534 อาตมาจบ ป.6 แล้วมาเป็นเด็กวัด แล้วบวชเป็นเณร จนได้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นี่ จึงผูกพันกับวัดตลอดเวลา แต่พอบวชเรียนนาน ๆ เข้าก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เมื่อวัดไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง อีกทั้งผู้คนไม่ค่อยเข้าวัด หรือคนจะเข้ามาก็คาดหวังวัดเป็นแบบอื่น แทนที่จะคาดหวังว่าวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจแบบในอดีต อาตมาเลยคิดว่าเราต้องทำวัดให้เป็นวัดแบบที่อาตมาเคยเจอมา” เป็นความมุ่งมั่นของตุ๊พี่แห่งวัดร้องหลอด โดยยังกล่าวเพิ่มเติมไว้ว่า เคยมีคนถามว่าทำไมวัดต้องอยากได้เด็กเข้ามาที่วัด ซึ่งก็ตอบสั้น ๆ ไปว่า “วัดเป็นของคนทุกเพศทุกวัย”
“ทำไมจะต้องปล่อยให้เด็ก ๆ เป็นเรื่องที่โรงเรียนต้องจัดการอย่างเดียว ยิ่งตอนนี้ปัญหาทับซ้อนเยอะขึ้น ทั้งตีกัน ยาเสพติด อีกอย่างถ้าเราไปจำกัดว่าฉันต้องทำหน้าที่แค่ 1 2 3 จะไม่ทำเกินหน้าที่ มันก็ไม่น่าจะช่วยอะไรสังคมได้ หรือถ้าบอกว่าหน้าที่ของพระแค่อยู่เฉย ๆ นั่งปฏิบัติธรรมไป มันก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรกับสังคม คนก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากวัดเหมือนกัน ซึ่งชาวบ้านเขาถวายข้าวกับพระ แล้วข้าวก็เป็นเลือดเป็นเนื้อขับเคลื่อนในร่างกายเรา เราก็เลยอยู่เฉยไม่ได้ ต้องตอบแทนสังคมตรงนั้นบ้าง” เป็นแนวคิดที่น่าสนใจของเจ้าอาวาสวัดร้องหลอด

มุมหนึ่งในวัดที่เด็ก ๆ มาทำกิจกรรม
หันมาฟัง “เต้ย-รณชัย” ผู้ร่วมดำเนินงานโครงการพัฒนาที่นี่ ที่ได้พูดถึง พระครูพิศาล ไว้ว่า ตุ๊พี่นอกจากเป็น “นักธรรม” แล้ว ก็ยังเป็น “นักทำ” ด้วย เพื่อที่จะสร้างให้วัดเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ซึ่งยิ่งทำแล้วเห็นผลเลย ก็ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในชุมชนมากขึ้น จนเชื่อมั่นในแนวทางที่ตุ๊พี่ได้ลงมือทำ และนอกจากนี้ เต้ยยังเล่าไว้อีกว่า วัดร้องหลอดมีพระประจำอยู่ 2 รูป คือเจ้าอาวาส กับพระอีก 1 รูป ส่วนการสร้างต่าง ๆ ถ้าชาวบ้านไม่เข้ามาช่วย ทางเจ้าอาวาสก็จะลงมือเอง
“อย่างอันนั้นคือยุ้งฉางโบราณที่ชาวบ้านเอามาตั้งในบริเวณวัด ตุ๊พี่ก็ลงมือคุมเอง ถ้าไม่จ้างช่างตอกเสา ตุ๊พี่ก็จะขึ้นไปทำเอง” เต้ยเล่าไว้โดยชี้ไปบริเวณที่กำลังทำการก่อสร้างโดยมีพระครูพิศาลยืนคุมงานอยู่ พร้อมบอกไว้ว่า พื้นที่วัดร้องหลอดประกอบด้วยศาลาการเปรียญ กุฏิเจ้าอาวาส ที่ทำการอนามัย พิพิธภัณฑ์บ้านโบราณ บ้านพักนักศึกษาแพทย์ ตลาดวัดร้องหลอด และคาเฟ่วัดร้องหลอด ทำให้วัดนี้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้หรือเลือกทำกิจกรรมที่สนใจได้หลากหลาย
และ พระครูพิศาล ก็เล่าเสริมจากเต้ยไว้ว่า ก่อนหน้านี้วัดร้องหลอดขึ้นชื่อเรื่องการเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของนักศึกษาแพทย์สำหรับลงเก็บข้อมูลในชุมชน จึงต้องมีบ้านพักสำหรับนักศึกษาแพทย์ในบริเวณฝั่งซ้ายของวัด และนอกจากนั้นที่นี่ยังสนับสนุนให้บริจาคของใช้ผู้ป่วย อย่างเตียง หรือผ้าอ้อมผู้ใหญ่ มากกว่าที่จะเข้ามาถวายสังฆทาน ซึ่งทางวัดก็จะเอาสิ่งของนั้นไปบริจาคให้กับผู้ที่ต้องการใช้ ถ้าเป็นเตียง หรือถังออกซิเจน ก็จะมอบให้อนามัย เพื่อเปิดให้คนทั่วไปที่ต้องการใช้เข้ามายืมได้
เด็ก ๆ มาฝึกเล่นดนตรีล้านนาที่วัด
อย่างไรก็ตาม แต่กว่าจะสำเร็จเช่นวันนี้ได้ ก็ต้องใช้ความอดทนและพยายามพอสมควร ที่จะทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนมุมมองและเปลี่ยนความคิด โดยตุ๊พี่บอกไว้ว่า พอแสดงจุดยืนของวัดไปอย่างนี้ ก็มีชาวบ้านบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกเนื่องจากมีความเชื่อว่าบริจาคสิ่งใดเมื่อตายไปแล้วก็จะได้ใช้สิ่งนั้น แต่ท่านก็ค่อย ๆ ทำให้ชุมชนได้เห็นว่าสิ่งของที่ชาวบ้านบริจาคมานั้นได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ ทำให้ตอนนี้ชาวบ้านเลือกที่จะทำบุญด้วยการบริจาคเรื่องเตียง ผ้าอ้อม มากกว่าจะเข้ามาถวายสังฆทานแบบเดิมกันเกือบหมดแล้ว โดยทางวัดได้ปรับแนวคิดว่า บริจาคแบบนี้ก็คือการส่งต่อสังฆทานบุญเหมือนกัน
“ศูนย์บริการให้ยืมเครื่องมือทางการแพทย์ที่ดูแลโดยอนามัย ก็อยู่ในวัดร้องหลอดเช่นกัน โดยเป็นที่ทำการของ อสม. ด้วย และก็มีชาวบ้านทั่วสารทิศเข้ามายืมเตียงพยาบาล ถังออกซิเจน อุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยติดเตียง ที่ชาวบ้านเอามาบริจาค เพื่อนำไปใช้กับผู้ป่วย จึงเป็นการส่งต่อบุญที่ชาวบ้านได้ทำให้กับคนอื่น ๆ ได้อีกมาก รวมถึงรายได้จากคาเฟ่วัดร้องหลอดทั้งหมดก็จะนำมาสมทบทุนให้แก่ผู้ป่วยติดเตียงด้วย โดยบนเมนูในคาเฟ่จึงเขียนไว้บรรทัดสุดท้ายว่า ทุกแก้วของท่านสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง” พระครูพิศาล กล่าวไว้
“ตุ๊พี่แห่งวัดร้องหลอด” ยังระบุไว้ว่า ในอดีตตอนที่ท่านยังเป็นเด็กวัด การได้มาวัดก็คือเรื่องสนุกของเด็ก แต่กับเด็กสมัยนี้ความรู้สึกอาจสวนทาง เพราะสถานะวัดเปลี่ยนไปมากในสังคมปัจจุบัน ดังนั้นท่านจึงอยากฟื้นภาพเดิมในอดีตของวัดให้กลับคืนมา โดยเฉพาะการเป็นที่พึ่งของชุมชน “หน้าที่ของวัดคือการเป็นที่พึ่ง คนแก่เขาก็อาจจะมาทำบุญ นั่งสมาธิ แต่กับเด็ก ๆ ก็คงไม่อยากทำแบบนั้น อาตมาก็เลยลองถามเด็ก ๆ ว่าเขาอยากทำอะไรบ้าง สรุปคืออยากเรียนดนตรี เราก็เลยมีการจัดสอนตีกลองแบบล้านนาที่จะเรียนกันทุก ๆ เย็น แล้วก็จะมีการแสดงโชว์ในวันสำคัญ ซึ่งพอคนในชุมชนเห็นว่าเด็ก ๆ ไม่ได้ไปมั่วสุมที่ไหน แต่มาเล่นดนตรี มาซ้อมดนตรีที่วัด เขาก็ค่อย ๆ มองเห็นว่า วัดนั้นมีประโยชน์…มากกว่าที่จะเป็นแค่ศาสนสถาน”.

‘ผ้าเหลือง’ ช่วย ‘พัฒนาผ้าขาว’
“พระครูพิศาล สังวรคุณ” ยังเล่าไว้ว่า ทำงานกับเด็กง่ายกว่ากับผู้ใหญ่เยอะ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนทัศนคติ โดย “เด็กเหมือนผ้าขาว” จะสอนหรือแนะนำอะไรก็ง่าย แต่กับผู้ใหญ่จะต้องทำให้เห็นผลสำเร็จก่อนจึงจะยอมทำตามหรือยอมเปลี่ยนความคิด เหมือนกับตอนที่พยายามพัฒนาวัฒนธรรมเก่าแก่ของพื้นที่อย่างการตีกลองล้านนา ผู้ใหญ่มักจะตั้งคำถามว่าทำแล้วได้อะไร จนพอเด็ก ๆ ไปโชว์ให้คนข้างนอกดู ความคิดของผู้ใหญ่ที่ไม่เชื่อว่ากิจกรรมนี้เป็นประโยชน์ก็ค่อย ๆ อ่อนลง เมื่อเห็นว่าดนตรีที่เด็ก ๆ เล่นนี้สร้างชื่อเสียงให้ชุมชนได้ จนตอนหลังมีแต่พ่อแม่ส่งลูก ๆ มาเรียนตีกลอง ทั้งนี้ ทาง “ตุ๊พี่แห่งวัดร้องหลอด” กล่าวไว้ด้วยว่า “การทำงานกับทัศนคติผู้ใหญ่ใช้หลักการเดียวกับสังฆทานต่อบุญ ที่ตอนแรกชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับการบริจาคผ้าอ้อมหรือเตียงผู้ป่วย แต่เมื่อสิ่งนั้นสร้างประโยชน์ ชาวบ้านก็เห็นด้วยกับวิธีการในที่สุด”.
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน
เว็บไซต์ กสศ. : ข้อมูล-ภาพ





